Jun.15

Animal Farm: Chapter 4

Animal Farm: Chapter 4

ในปลายฤดูร้อนนั้น เรื่องราวที่เกิดในฟาร์มสัตว์ได้แพร่กระจายไปครึ่งค่อนประเทศ ทุกวันสโนว์บอลกับนโปเลียนจะส่งฝูงนกพิราบออกไป พร้อมกับคำสั่งให้ไปแฝงตัวเข้ากับสัตว์ในฟาร์มใกล้เคียง แล้วบอกเล่าเรื่องการปฏิวัติ และสอนให้พวกสัตว์ร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังฤษ

ช่วงระยะนี้ส่วนใหญ่นายโจนส์จะนั่งอยู่ในร้านเหล้าสิงโตแดงที่วิลลิงดัน เจอใครก็บ่นรำพันเรื่องความไม่ยุติธรรมอันโหดร้ายที่เขาถูกพวกสัตว์ไร้ค่าขับไล่ออกจากฟาร์มของตัวเอง พวกเจ้าของฟาร์มคนอื่นๆ ฟังแล้วก็เห็นใจไปตามหลัก แต่ทีแรกไม่ได้ช่วยเหลืออะไรแกนัก ในใจลึกๆ คนเหล่านี้สงสัยว่า ตนจะสามารถใช้เคราะห์ร้ายของโจนส์ให้เป็นผลดีกับตนเองได้หรือไม่ โชคดีว่าเจ้าของฟาร์มที่อยู่ติดกับฟาร์มสัตว์ทั้งสองนั้นเกลียดขี้หน้ากันทั้งปี ฟาร์มหนึ่งชื่อฟอกซ์วูด เป็นฟาร์มแบบเก่าล้าสมัย กว้างขวาง ซึ่งเจ้าของละเลยไม่ใส่ใจ ปล่อยให้กลายเป็นป่ารก ทุ่งหญ้าค่อยๆ หมดไป และรั้วต้นไม้ก็ซอมซ่อน่าอาย เจ้าของชื่อพิลคิงตัน เป็นสุภาพบุรุษชาวไร่รักสบาย ผู้นิยมออกไปตกปลาหรือไม่ก็ล่าสัตว์แล้วแต่ฤดูกาล ส่วนอีกฟาร์มนั้นชื่อพินช์ฟีลด์ ซึ่งเล็กกว่าและเจ้าของคือเฟรดเดอริกเอาใจใส่ดีกว่า เฟรดเดอริกเป็นชายร่างบึกบึน สุขุมรอบคอบ มีเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลตลอดศก และขึ้นชื่อเรื่องไม่ยอมเสียเปรียบใคร สองคนนี้เกลียดขี้หน้ากันถึงขนาดแทบจะพูดจาตกลงอะไรกันไม่ได้ ต่อให้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองก็เถอะ

ถึงกระนั้น ทั้งคู่หวาดผวาขวัญหนีดีฝ่อกับการปฏิวัติที่ฟาร์มสัตว์เหมือนกัน และคิดตรงกันว่า จะต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้สัตว์ในฟาร์มตนรู้ข่าว ทีแรกต่างก็ปั้นหน้าหัวเราะเย้ยหยันว่าสัตว์น่ะรึจะจัดการงานฟาร์มกันเองได้ แถมยังทำนายด้วยว่า อีกสักครึ่งเดือนก็คงหมดปัญญา ทั้งสองปล่อยข่าวลือด้วยว่า พวกสัตว์ที่ฟาร์มแมเนอร์ (ทั้งคู่ยืนกรานเรียกว่าฟาร์มแมเนอร์ ด้วยต่างรับไม่ได้กับชื่อ “ฟาร์มสัตว์”) เอาแต่ทะเลาะกันเอง และอดอยากใกล้ตายกันเต็มทีแล้ว ผ่านไปสักพัก เมื่อปรากฏว่าพวกสัตว์ไม่ได้อดตาย เฟรเดอริกกับพิลกิงตันก็เปลี่ยนกลยุทธ์ หันไปคุยเรื่องฟาร์มสัตว์เป็นแหล่งซ่องสุมความเลวทรามโหดร้าย บอกใครต่อใครว่าสัตว์ในฟาร์มนั้นกินกันเอง ทรมานกันด้วยเกือกม้าเผาไฟจนร้อนแดง สมสู่กับตัวเมียของกันและกัน บอกว่า นี่แหละผลของการล้มล้างกฎ
ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้ฟังไม่ได้ปักใจเชื่อข่าวลือเหล่านี้ เรื่องที่เล่ากันปากต่อปากเกี่ยวกับฟาร์มอันแสนสุข มนุษย์ถูกขับไล่ และสัตว์จัดการงานกันเองยังคงแพร่สะพัดไป โดยถูกบิดผันไปต่างๆ นานาจนไม่รู้แน่ชัด กระแสการลุกฮือปฏิวัติแล่นไปทั่วในชนบทตลอดทั้งปีนั้น จู่ ๆ วัวตัวผู้ที่เคยหัวอ่อนกลับเปลี่ยนเป็นดุร้าย แพะพังคอกออกไปตะลุยกินถั่วโคลเวอร์ แม่วัวก็เตะถังนม ม้าล่าสัตว์ไม่ยอมอยู่ในคอกและสลัดคนขี่ลอยไปตกข้ามคอก ที่สำคัญคือ ทำนองรวมถึงเนื้อร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ เป็นที่รู้จักไปทั่ว มันแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ พวกมนุษย์ที่ได้ยินเพลงนี้ล้วนอดเดือดดาลไม่ได้ แม้จะหลอกตัวเองโดยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องน่าขันก็ตาม พวกเขาพูดว่า ไม่เข้าใจเลยว่าทนร้องเพลงเหลวไหลน่าขยะแขยงนั้นได้อย่างไร ต่อให้เป็นสัตว์ก็เถอะ สัตว์ตัวใดที่ร้องเพลงนี้ให้ได้ยินจะถูกเฆี่ยนตรงนั้นเลย ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งเพลงนี้ได้ นกแบล็กเบิร์ดร่ำร้องกันที่รั้วต้นไม้ นกพิราบขับขานอยู่บนต้นเอลม์ มันดังคลอประสานไปกับเสียงปังๆ จากโรงตีเหล็ก และเสียงระฆังโบสถ์แว่วกังวาน เมื่อใดที่ได้ยินเสียงเพลงมนุษย์ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านอยู่ในใจลึกๆ เพราะสิ่งที่ได้ยินแฝงอยู่ในนั้นคือ คำทำนายแห่งวาระสุดท้ายของตนเอง

ล่วงต้นเดือนตุลาคม ข้าวโพดตัดเสร็จแล้วถูกวางกองซ้อนเป็นชั้นๆ บางส่วนก็นวดเสร็จแล้ว นกพิราบฝูงหนึ่งบินร่อนปั่นป่วนด้วยอาการตื่นตกใจลงมาที่สวนของฟาร์มสัตว์ โจนส์กับพวกพร้อมกับคนอีกครึ่งโหลจากฟอกซ์วูดและพินช์ฟีลด์ ผ่านประตูไม้ห้าท่อนมาแล้วและกำลังเดินมาตามทางรถม้าตรงมายังฟาร์ม ทุกคนมีไม้ประจำกาย ยกเว้นโจนส์ผู้เดินนำขบวนพร้อมกับปืนในมือเห็นชัดๆ ว่าพวกเขากำลังจะมายึดฟาร์มคืน

พวกสัตว์รู้มานานแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง และได้เตรียมการไว้ทุกอย่าง สโนว์บอลได้ศึกษาหนังสือเก่าว่าด้วยยุทธวิธีของจูเลียส ซีซาร์ซึ่งเจอในบ้าน เขาจึงเป็นหัวหน้าปฏิบัติการป้องกันครั้งนี้ เขาออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจต่อมาสัตว์ทุกตัวก็เข้าประจำตำแหน่งของตน

ขณะพวกมนุษย์เข้ามาใกล้โรงเรือนในฟาร์ม สโนว์บอลก็สั่งการโจมตีชุดแรก นกพิราบทั้งหมดร่วมสามสิบห้าตัว บินปร๋อไปมาเหนือหัวพวกมนุษย์แล้วอึรด ระหว่างที่พวกมนุษย์รับมือกับอึพวกนี้ ฝูงห่านที่ซุ่มอยู่หลังรั้วต้นไม้ก็วิ่งกรูออกมาจิกน่องมนุษย์อย่างเหี้ยมเกรียม ทว่านี่เป็นเพียงการต่อสู้แบบเล็กน้อยประปราย หมายจะกวนให้ปั่นป่วนเสียระเบียบ พวกมนุษย์จึงใช้ไม้ไล่ห่านกระเจิงไปโดยง่ายดาย มิวเรียล เบนจามิน และแกะทั้งหมด โดยมีสโนว์บอลเป็นหัวหอก วิ่งเข้าไปล้อมแทงและขวิดมนุษย์จากทุกด้าน ส่วนเบนจามินหันไปรอบๆ เตะคนด้วยกีบเท้าเล็กๆ แต่พวกผู้ชายซึ่งมีไม้กับรองเท้าบู๊ตพื้นตะปูยังคงแข็งแกร่งเกินกว่าพวกสัตว์จะต้านทาน และจู่ๆ เมื่อมีเสียงร้องอู๊ดอันเป็นสัญญาณถอยจากสโนว์บอล สัตว์ทุกตัวก็ผละหันหลังกลับและหนีเข้าประตูสู่ลานบ้าน

พวกมนุษย์พากันโห่ร้องลั่นยินดี เพราะคิดไปเองตามที่เห็นว่าศัตรูได้แตกตื่นวิ่งหนี จึงแยกย้ายวิ่งไล่ตามกันตามใจชอบ นี่เองที่สโนว์บอลต้องรอคอยอยู่ ทันทีที่พวกมนุษย์เข้ามาในลานหมด ม้าสามตัว แม่วัวสามตัว กับหมูที่เหลือซึ่งซุ่มรออยู่ในโรงวัวก็โผล่ออกมาด้านหลัง และล้อมไว้ สโนว์บอลให้สัญญาณจู่โจมอีกครั้ง ส่วนตัวเขากระโจนตรงเข้ามาหาโจนส์โดยเฉพาะ โจนส์แลเห็นและยกปืนขึ้นประทับยิง กระสุนลูกปรายเฉียดหลังสโนว์บอลจนได้เลือด และแกะตัวหนึ่งตายสนิท แต่กระสุนหยุดสโนว์บอลไว้ไม่ได้ สโนว์บอลพุ่งร่างร่วมร้อยกิโลกรัมของเขาไปชนขาของโจนส์เต็มเหนี่ยว ร่างโจนส์ลอยละลิ่วไปตกลงบนกองมูลสัตว์ ปืนกระเด็นหลุดจากมือ แต่ภาพน่าตกใจเหนืออื่นใดคือบ็อกเซอร์ที่ยืนด้วยขาหลัง และเตะถีบด้วยเกือกม้าเหล็กราวกับม้าตัวผู้ที่ยังไม่ตอน หนแรกก็เข้าที่หัวของเด็กเลี้ยงม้าจากฟอกซ์วูด ส่งเขาลงไปนอนเหยียดยาวไร้ชีวิตในหลุมโคลน พอเห็นอย่างนั้นพวกมนุษย์หลายคนก็ทิ้งไม้และพยายามวิ่งหนี ทุกคนเริ่มลนลาน อึดใจต่อมาสัตว์ทั้งหมดก็ช่วยกันวิ่งไล่มนุษย์ไปรอบๆ ลาน ทั้งแทง แตะ กัด ย่ำไม่ละเว้น ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ไม่ลงมือแก้แค้นด้วยวิถีของตน แม้กระทั่งเจ้าแมว จู่ๆ ก็กระโดดแผล็วจากหลังคาลงมาเกาะบ่าคนเลี้ยงโคและฝังกรงเล็บลงที่คอชายเคราะห์ร้าย จนเขาร้องโหยหวนอย่างสยดสยอง วูบหนึ่งที่มีช่องโหว่ พวกมนุษย์พร้อมใจกันเผ่นออกจากสวนและห้อแน่บไปยังถนนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ภายในห้านาทีของการบุกกวาดล้างของพวกเขาก็จบลงด้วยการล่าถอยอย่างน่าอับอาย เข้าทางไหนก็ออกทางนั้น โดยมีฝูงห่านวิ่งไล่ตาม ทั้งขู่และจิกน่องไปด้วยตลอดทาง

ทุกคนหนีกลับไปหมดยกเว้นคนหนึ่ง ที่ลานบ็อกเซอร์กำลังใช้เท้าดุนเด็กเลี้ยงม้าที่นอนคว่ำหน้าบนโคลน เพื่อจะพลิกร่างเขาขึ้น แต่เด็กหนุ่มแน่นิ่งไม่ไหวติง

“เขาตายเสียแล้ว” บ็อกเซอร์พูดเสียงโศกเศร้า “ฉันไม่ตั้งใจจะให้เขาตายเลยนะ ฉันลืมว่าใส่เกือกม้าเหล็กอยู่ ใครเลยจะเชื่อว่า ฉันไม่ได้ตั้งจะฆ่าเขา”

“สหายหยุดฟูมฟายได้แล้ว” สโนว์บอลซึ่งเลือดยังหยดติ๋งจากบาดแผลร้องขึ้น “นี่ล่ะสงคราม มนุษย์ที่ดีคือมนุษย์ที่ตายแล้วเท่านั้น”

“ฉันไม่อยากฆ่าใครนี่ ถึงจะเป็นมนุษย์ก็เถอะ” บ็อกเซอร์ยืนกรานเช่นเดิม น้ำตาเอ่อท้นสองตา

“มอลลีอยู่ไหน” มีเสียงร้องถามขึ้นมา

มอลลีหายไปจริงๆ พวกสัตว์พากันแตกตื่น กลัวไปว่าพวกมนุษย์อาจจะทำร้ายหล่อนเข้า หรืออาจจะพาตัวหล่อนไปแล้ว แต่ตอนหลังก็พบมอลลีซ่อนอยู่ในคอก เอาหัวซุกอยู่ในรางหญ้า หล่อนวิ่งหนีมาทันทีที่ปืนลั่น หลังจากหามอลลีเจอแล้ว พวกสัตว์ก็กลับไปที่ลาน และพบว่าเด็กเลี้ยงม้าฟื้นขึ้นและเผ่นหนีไปแล้ว ความจริงเขาแค่ช็อกสลบไปเท่านั้นเอง

ขณะนี้พวกสัตว์มารวมตัวกันด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีด ต่างก็แข่งกันเล่าถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของตนในการรบกันสุดเสียง และมีการจัดงานฉลองความสำเร็จโดยไม่ต้องตระเตรียม ธงถูกชักขึ้นยอดเสา และร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ ซ้ำๆ จากนั้นก็มีพิธีศพเป็นการเป็นงานของแกะตัวที่ตาย โดยปลูกต้นฮอร์ทอร์นไว้บนหลุมศพ สโนว์บอลกล่าวปราศรัยสั้นๆ ข้างหลุมฝังศพเพื่อเน้นย้ำให้สัตว์ทุกตัวเห็นความจำเป็นว่า หากถึงคราวก็ต้องยินดีพลีชีพเพื่อฟาร์มสัตว์

พวกสัตว์ลงมติเอกฉันท์ให้สร้างเหรียญตราเกียรติยศทางการทหารขึ้น ชื่อว่า “วีรบุรุษแห่งสัตว์ ชั้นที่หนึ่ง” และมอบให้แก่สโนว์บอลกับบ็อกเซอร์เดี๋ยวนั้นเลย ทำจากเหรียญทองเหลือง (ความจริงเป็นตราทองเหลืองเก่าประดับอานม้า ซึ่งไปเจอเข้าในห้องเก็บบังเหียน) สำหรับไว้ใส่ประดับในวันอาทิตย์และวันหยุด และยังมี “วีรบุรุษแห่งสัตว์ ชั้นที่สอง” มอบให้แก่แกะผู้วายชนม์

หลังจากถกเถียงกันยืดยาวว่าควรเรียกการต่อสู้ครั้งนี้เช่นไร ก็ได้ชื่อมาว่า สมรภูมิรบที่เพิงโค เพราะเหตุว่าหน่วยซุ่มโจมตีพุ่งออกมาจากเพิงโค ปืนของนายโจนส์ถูกพบตกอยู่ในโคลน และพวกสัตว์รู้ว่ามีกระสุนสำรองอยู่ในบ้าน จึงตกลงกันว่าจะวางปืนไว้ตรงพื้นเสาธง ให้เป็นคล้ายปืนใหญ่ และจะยิงปืนปีละสองครั้ง ครั้งหนึ่งในวันที่สิบสองเดือนตุลาคม เพื่อเฉลิมฉลองสมรภูมิรบที่เพิงโค กับอีกครั้งในวันกลางฤดูร้อน ฉลองวันปฏิวัติ

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics
Share this Story:
  • facebook
  • twitter
  • gplus

About admin

Leave a comment