Jun.09

Animal Farm: Chapter 3

Animal Farm: Chapter 3

พวกสัตว์ตั้งใจทำงานอย่างหนักและเหนื่อยยากเพื่อให้ได้หญ้า และก็ได้รางวัลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อย เพราะเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเกินกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ

บางครั้งงานก็ยากเย็นเข็ญใจ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ทำไว้สำหรับมนุษย์ มิใช่สัตว์ อุปสรรคใหญ่อยู่ตรงที่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถใช้เครื่องมือที่ต้องยืนด้วยสองขาหลัง แต่พวกหมูก็ฉลาดพอจะหาวิธีแก้ปัญหาไปได้ทุกเรื่อง ส่วนม้าทั้งสองตัวนั้นรู้จักทุ่งนี้ทุกตารางนิ้ว แถมยังเก่งเรื่องงานลากและกวาดยิ่งกว่าโจนส์กับคนงานเสียอีก พวกหมูไม่ต้องลงมือทำงานจริงๆ หากแต่คอยกำกับดูแลพวกที่เหลือ ด้วยความรู้ที่มีมากกว่า จึงเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พวกมันจะวางตัวเป็นผู้นำ บ็อกเซอร์กับโคลเวอร์เอาเครื่องตัดหรือคราด (แน่ล่ะ ถึงวันนี้ไม่ต้องใช้เหล็กสวมปากหรือสายบังเหียนแล้ว) มาเทียมเข้ากับตัว แล้วเดินย่ำวนรอบทุ่งรอบแล้วรอบเล่า โดยมีหมูตัวใดตัวหนึ่งเดินตามหลัง คอยร้องว่า “เอ้า สหาย ฮุยเลฮุย” หรือ “เอ้าสหายถอยหลังหน่อย” ตามแต่กรณี และสัตว์ทุกตัวไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อยเพียงไร ต่างก็ช่วยกันเกี่ยวหญ้าคนละไม้ละมือและนำมากองรวมไว้ แม้กระทั่งเป็ดและแม่ไก่ก็ช่วยคาบหญ้ามัดเล็กๆ ไปรวมไว้ และเดินไปเดินมากลางแดดทั้งวัน ในที่สุดพวกสัตว์ก็เกี่ยวหญ้าเสร็จ เร็วกว่าที่โจนส์กับคนงานเคยทำถึงสองวันยิ่งกว่านั้นยังเกี่ยวหญ้าได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟาร์มนี้ ไม่มีหญ้าสักเส้นที่ถูกทิ้งเรี่ยราด แม่ไก่และเป็ดตาดีต่างไปคาบมาหมดไม่เว้นแม้แต่เส้นเดียว แถมไม่มีสัตว์ตัวใดแอบขโมยกินหญ้าอีกด้วย

ตลอดหน้าร้อนนั้น งานในฟาร์มมีต่อเนื่องไม่ได้หยุดหย่อน พวกสัตว์ต่างมีชีวิตหรรษาชนิดที่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน อาหารแต่ละคำที่กินล้วนแล้วแต่ให้ความรื่นรมย์ลึกล้ำ เพราะเป็นอาหารของพวกมันเอง ผลิตขึ้นเองเพื่อตนเอง ไม่ได้มาจากเจ้านายขี้ตืดผู้เจียดให้แบบไม่เต็มใจ เมื่อมนุษย์ไร้ค่าซึ่งเป็นดั่งเหลือบเกาะกินไม่อยู่แล้ว อาหารจึงมีเหลือเฟือให้สัตว์ทุกตัวกิน และมีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้นด้วย ถึงแม้พวกสัตว์จะไม่เคยชินกันมาก่อนก็ตาม แต่ที่พบความยุ่งยากก็มีไม่น้อย เช่น ตอนปลายปีที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดพวกสัตว์เคยใช้วิธีนวดข้าวโพดแบบโบราณ และใช้ปากเป่าร่อนเปลือกข้าวโพดออกไป เนื่องจากฟาร์มไม่มีเครื่องนวด แต่ด้วยความฉลาดของพวกหมู และพละกำลังล้นเหลือของบ็อกเซอร์ จึงทำงานได้จนสำเร็จ บ็อกเซอร์กลายเป็นที่ชื่นชมยกย่องของใครต่อใคร สมัยโจนส์ยังอยู่เขาก็ขยันขันแข็ง ตอนนี้เขายิ่งดูราวกับเป็นม้าสามตัวอยู่ในตัวเดียว บางครั้งบางคราวจึงดูราวกับว่างานทั้งหมดของฟาร์มแบกอยู่บนบ่าอันทรงพลังของเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาฉุดลากดันตั้งแต่เช้าจดค่ำ งานใดยากลำบากที่สุดเป็นต้องเห็นบ็อกเซอร์อยู่ตรงนั้น เขาได้นัดแนะไว้กับไก่โต้งตัวหนึ่งให้ปลุกเขาก่อนสัตว์อื่นๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อจะอาสาใช้แรงกายทำงานใดก็ตามที่จำเป็นมากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มงานประจำวันตามปกติ คำตอบของเขาสำหรับทุกปัญหา ทุกอุปสรรคคือ “ฉันจะขยันทำงานให้มากขึ้นอีก” จนกลายเป็นคติประจำใจของบ็อกเซอร์ไปแล้ว

แต่สัตว์อื่นๆ ที่เหลือก็ทำงานตามกำลังของตน อย่างพวกเป็ดไก่ก็ช่วยเก็บเมล็ดข้าวที่ตกหล่นอยู่ตามพื้น รวมแล้วได้ข้าวโพดเพิ่มมาถึงห้าถัง ไม่มีใครลักขโมย ไม่มีใครบ่นไม่พอใจอาหารส่วนที่ได้มา การทะเลาะเบาะแว้ง กัดกัน และอิจฉาริษยากันตามธรรมดาของชีวิตสัตว์สมัยก่อนแทบจะหายไปหมดไม่เหลือ ไม่มีใครเลี่ยงงาน หรือพูดให้ถูกคือ เกือบไม่มีใครเลี่ยง จริงอยู่ว่ามอลลีไม่เอาไหนเรื่องตื่นเช้า และมักจะเลิกงานไวโดยอ้างว่ามีก้อนกรวดติดกีบเท้า ส่วนพฤติกรรมของแมวก็ออกจะพิลึกพิลั่น ไม่ช้าก็มีผู้สังเกตว่าเวลามีงานใด เป็นต้องหาตัวแมวไม่เจอเสมอ หล่อนจะหายไปเป็นชั่วโมงๆ แล้วกลับมาอีกทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนได้เวลาอาหาร หรือตอนเย็นหลังงานเลิก แต่หล่อนก็มีข้ออ้างชั้นเยี่ยมทุกครั้ง แถมยังร้องเมี้ยวๆ อย่างน่ารัก จนใคร ๆ ไม่อาจเคลือบแคลงในเจตนาดีของหล่อนได้ ส่วนลาเฒ่าเบนจามินดูจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่การปฏิวัติ แกยังคงดื้อดึงทำงานช้าอย่างที่เคยเป็นสมัยที่โจนส์อยู่ ไม่เคยเลี่ยงงาน แต่ก็ไม่อาสาทำงานเพิ่ม และไม่เคยเอ่ยแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการปฏิวัติและผลที่ตามมา เมื่อมีใครถามว่า แกไม่สบายขึ้นหรอกหรือเมื่อไม่มีโจนส์แล้ว แกมักตอบว่า “ลาเป็นสัตว์อายุยืน พวกเจ้าไม่มีใครเคยเห็นลาตายหรอก” ตัวที่ถามจำต้องยินยอมรับคำตอบปริศนานี้แต่โดยดี

ทุกวันอาทิตย์จะไม่มีการทำงาน และพวกสัตว์จะกินอาหารเช้าสายกว่าวันปกติหนึ่งชั่วโมง หลังอาหารเช้าเป็นเวลาสำหรับพิธีซึ่งมีขึ้นทุกสัปดาห์ไม่มีเว้น แรกสุดคือเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา สโนว์บอลไปพบผ้าปูโต๊ะสีเขียวผืนเก่าของนางโจนส์เข้าในห้องเก็บบังเหียน เขาวาดรูปกีบเท้ากับเขาสัตว์สีขาวลงบนผ้าดังกล่าว และธงถูกชักขึ้นยอดเสาในสวนของบ้านทุกเช้าวันอาทิตย์ สโนว์บอลอธิบายว่า ธงเป็นสีเขียวสื่อถึงทุ่งเขียวขจีของประเทศอังกฤษ ส่วนกีบเท้ากับเขาสัตว์นั้นแทนอนาคต ‘รัฐแห่งสัตว์’ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกล้มล้างสิ้นซากไปในที่สุด เมื่อธงขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว สัตว์ทุกตัวจะเดินออเข้าในโรงนาหลังใหญ่เพื่อเข้าชุมนุมสามัญซึ่งเรียกกันว่า การประชุม มีการวางแผนงานในสัปดาห์ต่อไป รวมทั้งเสนอญัตติและอภิปรายลงมติในเรื่องต่างๆ ผู้เสนอญัตติก็ไม่มีใครนอกจากพวกหมู สัตว์อื่นๆ นั้นเข้าใจวิธีลงคะแนนเสียงอยู่หรอก แต่ครั้นจะให้เสนอญัตติเองกลับคิดไม่ออก เท่าที่ผ่านมาสโนว์บอลกับนโปเลียนจึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการอภิปราย แต่เป็นที่สังเกตว่าทั้งคู่ไม่ค่อยจะเห็นลงรอยกันนัก ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งเสนออะไรมา อีกฝ่ายเป็นต้องคัดค้านร่ำไป แม้กระทั่งตอนที่ลงมติกันในเรื่องที่ไม่มีใครสามารถแย้งได้ว่า จะจัดทุ่งหญ้าล้อมคอกหลังสวนผลไม้ไว้เป็นที่พักผ่อนสำหรับสัตว์ที่ล่วงพ้นวัยทำงาน ก็มีการถกเถียงเผ็ดร้อนรุนแรงเกี่ยวกับอายุเกษียณสำหรับสัตว์ระดับต่างๆ โดยจะปิดท้ายชุมนุมด้วยการร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ เสมอ ส่วนช่วงบ่ายวันอาทิตย์นั้นเป็นเวลาสำหรับพักผ่อน

พวกหมูได้จัดห้องเก็บบังเหียนเป็นกองบัญชาการของตน ยามค่ำคืน พวกเขาจะศึกษางานช่างเหล็ก ช่างไม้ และงานช่างอื่นๆ ที่จำเป็นจากหนังสือซึ่งนำออกมาจากบ้าน และสโนว์บอลก็จะยุ่งวุ่นวายโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการรวบรวมสัตว์อื่นๆ ขึ้นเป็น ‘คณะกรรมการสัตว์’ ตามคำเรียกขานของเขา เขาจัดตั้งคณะกรรมการผลิตไข่ขึ้นสำหรับพวกไก่ สมาคมหางสะอาดสำหรับวัว คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาแห่งสหายสัตว์ป่า (วัตถุประสงค์คือเพื่อฝึกหนูกับกระต่ายให้เชื่อง) กลุ่มขนขาวสำหรับพวกแกะ และอื่นๆ อีกมาก ยังไม่นับการจัดให้มีชั้นเรียนเขียนอ่านขึ้นในตอนค่ำ ซึ่งโดยรวมแล้วโครงการเหล่านี้ล้วนแต่ล้มเหลว เช่น ความพยายามทำให้สัตว์ป่าเชื่องต้องเลิกล้มกลางคัน เพราะสัตว์ป่ายังคงทำตัวแทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง ใครไปใจดีด้วยพวกมันก็กลับฉวยโอกาสเอาเปรียบ แมวเข้าร่วมคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาใหม่อย่างแข็งขันได้หลายวัน วันหนึ่งมีผู้เห็นหล่อนนั่งคุยกับพวกนกกระจอกซึ่งสูงเกินเอื้อมบนหลังคา หล่อนคุยให้นกฟังว่า สัตว์ทั้งหลายบัดนี้ล้วนแต่เป็นสหายกัน และนกกระจอกตัวใดที่ต้องการลงมาเกาะบนอุ้งเท้าของหล่อนก็ย่อมทำได้ แต่พวกนกยังไม่ยอมเข้ามาใกล้อยู่ดี

ส่วนชั้นเรียนเขียนอ่านกลับได้ผลสำเร็จน่าพอใจยิ่ง ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น สัตว์แทบทุกตัวในฟาร์มต่างพอจะอ่านออกเขียนได้กัน

สำหรับพวกหมูนั้นอ่านเขียนกันได้ไม่มีที่ติอยู่ก่อนแล้ว หมาอ่านหนังสือได้คล่องพอใช้ แต่ไม่สนใจอ่านอะไรนอกจากบัญญัติเจ็ดประการ ส่วนแพะมิวเรียลอ่านหนังสือคล่องกว่าหมาเล็กน้อย บางครั้งก็เอาเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ที่หล่อนพบในกองขยะมาอ่านให้สัตว์อื่นๆ ฟังในตอนค่ำ เบนจามินนั้นอ่านหนังสือได้เก่งพอ ๆ กับหมูตัวอื่น แต่กลับไม่ได้ใช้ความสามารถนี้ เขาบอกว่า ไม่เห็นจะมีอะไรควรค่าแก่การอ่าน โคลเวอร์นั้นท่องจำตัวอักษรได้ทุกตัว แต่ผสมคำไม่ได้สักที ส่วนบ็อกเซอร์จำได้ไม่ถึงตัว D ด้วยซ้ำ เขาจะใช้กีบเท้าเบ้อเริ่มเขียนตัว A B C D บนดิน แล้วยืนจ้องตัวอักษรทั้งสี่โดยหูลี่ไปข้างหลัง บางครั้งก็ส่ายผมหน้าม้าไปมา และพยายามเค้นนึกสุดกำลังว่าอักษรตัวต่อไปคือตัวอะไร แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที มีอยู่หลายครั้งที่เขาจำตัว E F G H ได้ แต่แล้วก็พบว่า พอจำอักษรสี่ตัวนี้ได้ เขาก็ลืมตัว A B C D ไปแล้ว สุดท้ายเขาจึงยอมพอใจแค่อักษรสี่ตัวแรก และช่วงหนึ่งเขาเคยเขียนมันเพื่อเตือนความจำวันละหนสองหน ส่วนมอลลีนั้นไม่ยอมเรียนอักษรตัวอื่นนอกจากอักษรหกตัวที่เป็นชื่อตัวเอง หล่อนจะเขียนชื่อด้วยกิ่งมะเดื่ออย่างบรรจง จากนั้นเอาดอกไม้สักดอกสองดอกมาตั้งประดับไว้ แล้วเดินวนไปรอบๆ ชื่อด้วยความปลาบปลื้ม

สัตว์อื่นๆ ที่เหลือไม่มีใครเรียนได้พ้นจากอักษร A มิหนำซ้ำบรรดาสัตว์ที่โง่เขลา เช่น แกะ แม่ไก่ และเป็ด ยังท่องจำบัญญัติเจ็ดประการไม่ได้ด้วย หลังจากคิดหาวิธีอยู่นานครัน สโนว์บอลจึงประกาศว่า ที่แท้แล้วบัญญัติทั้งเจ็ดสามารถย่นย่อลงเหลือเพียงข้อเดียว คือ “สี่ขาดี สองขาเลว” เขาชี้ว่า นี่ล่ะคือแก่นของหลักการสัตวนิยม ใครที่เข้าใจหลักนี้โดยถ่องแท้ ก็จะปลอดภัยจากอิทธิพลครอบงำของมนุษย์ แรกทีเดียวพวกนกพากันคัดค้าน เพราะคิดว่าพวกตนนั้นมีสองขา แต่สโนว์บอลได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามิใช่เช่นนั้นเลย

“สหาย ปีกของนกนั้น” เขาแจง “มิใช่อวัยวะสำหรับควบคุม แต่เป็นอวัยวะที่ดันให้ตัวเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงต้องถือว่าเป็นเสมือนขา ข้อแตกต่างที่เด่นชัดของมนุษย์คือมือ เพราะเป็นเครื่องมือในการทำชั่ว”

พวกนกไม่เข้าใจคำอธิบายยาวๆ ที่สโนว์บอลพูดมาหรอก แต่กระนั้นก็ยอมรับคำชี้แจงของเขาโดยดี แล้วสัตว์ผู้อ่อนน้อมก็ตั้งหน้าตั้งตาท่องจำหลักการดังกล่าวจนขึ้นใจ คำว่า สี่ขาดี สองขาเลว ถูกจารึกไว้บนฝาผนังท้ายโรงนา ตัวอักษรใหญ่กว่าและอยู่เหนือบัญญัติเจ็ดประการ พวกแกะชอบใจหลักการนี้กันมาก ถึงขนาดเวลานอนเล่นในทุ่งก็มักจะร้องว่า “สี่ขาดี สองขาเลว สี่ขาดีสองขาเลว” และร้องต่อกันเป็นชั่วโมงๆ อย่างไม่เบื่อหน่าย

นโปเลียนไม่สนใจบรรดาคณะกรรมการของสโนว์บอลเลยสักนิด เขาพูดว่า การให้ความรู้แก่สัตว์รุ่นเยาว์นั้นสำคัญยิ่งกว่ากิจกรรมใดๆ ที่ทำกับพวกที่โตแล้ว บังเอิญว่าเจสซีกับบลูเบลล์ต่างออกลูกหลังจากวันเกี่ยวหญ้าไม่นาน ได้ลูกหมาแข็งแรงมารวมกันทั้งสิ้นเก้าตัว ทันทีที่ลูกหมาหย่านม นโปเลียนก็พาทั้งหมดไปจากแม่หมา โดยบอกว่าเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบให้การศึกษาแก่ลูกหมาพวกนี้เอง เขาพาลูกหมาไปยังห้องใต้หลังคา ซึ่งขึ้นได้ทางเดียวคือจากบันไดในห้องเก็บบังเหียน ลูกหมาอยู่ในห้องใต้หลังคาแยกจากสัตว์อื่นๆ จนกระทั่งไม่มีใครจำพวกมันได้อีก

ไม่ช้าเรื่องนมหายที่ไปอย่างลึกลับก็เปิดเผยออกมา ทุกวันมันถูกนำไปผสมในอาหารหมูนั่นเอง ลูกแอปเปิ้ลรุ่นแรกเริ่มสุกแล้วและหล่นลงเกลื่อนกลาดบนหญ้าในสวนผลไม้ พวกสัตว์ต่างคาดเดาว่าไม่ช้าไม่นานพวกตนจะได้รับปันส่วนผลไม้อย่างเท่าเทียม ทว่าวันหนึ่งกลับมีคำสั่งออกมาว่า ผลไม้ที่ร่วงมาทั้งหมดจะถูกเก็บมาไว้ในห้องบังเหียนสำหรับให้พวกหมูไว้ใช้ประโยชน์ สัตว์บางตัวได้ยินคำสั่งแล้วถึงกับบ่นพึมพำ แต่ก็ไร้ประโยชน์ หมูทุกตัวต่างเห็นพ้องกันในเรื่องนี้ แม้กระทั่งสโนว์บอลกับนโปเลียน พวกหมูส่งสควีลเลอร์มาชี้แจงให้สัตว์อื่นๆ เข้าใจ

“สหาย” สควีลเลอร์ป่าวร้อง “หวังว่าพวกท่านคงไม่คิดหรอกนะว่าพวกหมูทำไปเพราะความเห็นแก่ตัวและสร้างอภิสิทธิ์ ความจริงหมูหลายตัวไม่ชอบกินนมกับแอปเปิ้ลด้วยซ้ำ ฉันเองก็ตัวหนึ่งล่ะ วัตถุประสงค์อย่างเดียวที่เราเอาเจ้าสองอย่างนี้มา คือเพื่อรักษาสุขภาพ นมกับแอปเปิ้ล (เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้ว สหาย) มีสารที่ขาดไม่ได้สำหรับความแข็งแรงของหมู พวกหมูเราต้องใช้สมอง งานด้านจัดการและจัดตั้งต่างๆ ในฟาร์มนี้ตกอยู่แก่พวกเรา พวกเราดูแลความเป็นอยู่ของพวกท่านทั้งวันทั้งคืนที่เราดื่มนมและกินแอปเปิ้ลก็เพื่อผลดีแก่พวกท่านแท้ๆ รู้ไหมล่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกหมูทำงานไม่ได้ โจนส์จะกลับมาไงเล่า ใช่แล้ว โจนส์จะกลับมา แน่นอนอยู่แล้ว สหาย” สควีลเลอร์ร่ำร้องจนแทบจะกลายเป็นอ้อนวอน พลางกระโดดไปทางซ้ายทีขวาทีและส่ายหางดุ๊กดิ๊ก “แน่นอนว่า ไม่มีใครในหมู่พวกท่านต้องการเห็นโจนส์กลับมา”

หากจะมีอะไรสักอย่างที่สัตว์ทั้งหลายมั่นใจเต็มที่ สิ่งนั้นก็คือ พวกมันไม่ต้องการให้โจนส์กลับมา เมื่อได้ฟังคำอธิบายในแง่นี้พวกมันจึงไม่มีอะไรจะคัดค้านอีก เพราะเห็นอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า มันสำคัญที่พวกหมูจะต้องมีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้นพวกมันจึงเห็นพ้องโดยไม่โต้แย้งต่อว่า นมและแอปเปิ้ลที่ร่วงหล่น (รวมทั้งแอปเปิ้ลที่เก็บได้ทั้งหมดเมื่อสุกคาต้น) สมควรเก็บไว้สำหรับพวกหมูเท่านั้น

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics
Share this Story:
  • facebook
  • twitter
  • gplus

About admin

Leave a comment