Jun.03

Animal Farm: Chapter 2

Animal Farm: Chapter 2

เฒ่าเมเจอร์สิ้นชีวิตลงอย่างสงบขณะนอนหลับในอีกสามคืนต่อมา ร่างของแกถูกฝังไว้ตรงท้ายสวนผลไม้

เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อต้นเดือนมีนาคม และในช่วงสามเดือนต่อมาได้มีการดำเนินกิจกรรมลับมากมาย คำกล่าวของเมเจอร์ในคืนนั้นทำให้สัตว์ที่มีสติปัญญาดีได้มองชีวิตในแง่มุมใหม่โดยสิ้นเชิง พวกมันไม่รู้หรอกว่า เมื่อไรวันปฏิวัติตามคำทำนายของเมเจอร์จะมาถึง และไม่มีเหตุผลใดที่จะคิดว่า วันนั้นจะมาถึงภายในช่วงชีวิตของตน แต่พวกมันแลเห็นชัดว่าตนมีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับวันนั้น หน้าที่ที่จะสั่งสอนและจัดกลุ่มสัตว์อื่นๆ ตกแก่พวกหมูโดยปริยาย เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าพวกมันเฉลียวฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ด้วยกัน ที่โดดเด่นคือหมูป่าหนุ่มสองตัวชื่อ สโนว์บอลล์กับนโปเลียน ซึ่งนายโจนส์เลี้ยงไว้เพื่อขาย นโปเลียนนั้นเป็นหมูตัวใหญ่ ท่าทางดุดันจากเบิร์กเชอร์ และเป็นหมูเบิร์กเชอร์เพียงตัวเดียวในฟาร์มแห่งนี้ เขาไม่ใคร่พูดใคร่จานัก แต่ก็ขึ้นชื่อว่ามักจะทำอะไรได้ดั่งใจ ส่วนสโนว์บอลล์นั้นบุคลิกร่าเริงกว่านโปเลียน พูดเร็วและช่างคิดมากกว่า แต่ในด้านอุปนิสัยใจคอไม่ได้ชื่อว่ามีความลึกซึ้งดังเช่นนโปเลียน หมูตัวผู้ที่เหลือในฟาร์มล้วนแต่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร ตัวที่เป็นที่รู้จักมากสุดคือหมูอ้วนร่างเล็กชื่อ สควีลเลอร์ ผู้มีแก้มกลมดิก นัยน์ตาเป็นประกายระยับ คล่องแคล่วว่องไว และมีเสียงแหลมเล็ก สควีลเลอร์เป็นหมูหลักแหลมช่างเจรจา เวลาที่กำลังถกกับใครในเรื่องยากๆ เขาติดนิสัยชอบกระโดดไปทางซ้ายทีขวาที พร้อมกับกวัดแกว่งหาง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลกลใด ดูเหมือนสองอย่างนี้จะช่วยชักจูงใจสัตว์ที่คุยอยู่ด้วยได้ดีทีเดียว สัตว์อื่นๆ มักจะพูดถึงสควีลเลอร์ว่าเจ้านี่พูดกลับขาวให้เป็นดำยังได้

หมูทั้งสามตัวได้นำคำสอนของเฒ่าเมเจอร์มาต่อเติมรายละเอียดจนมันกลายเป็นระบบความคิด แล้วตั้งชื่อให้ว่า “สัตวนิยม” ตอนกลางคืนหลังจากนายโจนส์หลับไปแล้ว พวกเขาจัดการประชุมลับขึ้นในโรงนาสัปดาห์ละหลายคืน เพื่ออธิบายหลักของสัตวนิยมให้แก่สัตว์อื่นๆ แรกทีเดียวทั้งสามต้องรับมือกับความโง่งมและเฉื่อยชาล้นปรี่ สัตว์บางตัวยกเรื่องหน้าที่ความซื่อสัตย์ต่อนายโจนส์ขึ้นมาพูด โดยเรียกเขาว่า “เจ้านาย” บ้างก็พูดเกริ่นแต่แรกว่า “นายโจนส์เขาให้ข้าวให้น้ำเรากินนะ ถ้าไม่มีเขา เราก็ได้อดตายกันน่ะซี” บางตัวถามคำถามเช่นว่า “ทำไมเราต้องสนใจด้วยล่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเราเท่งทึงไปแล้ว” หรือ “ก็ถ้าไอ้ปฏิวัตินี่มันจะต้องมีอยู่แล้ว เราจะเคลื่อนไหวปฏิบัติการหรือไม่ มันจะแตกต่างกันยังไงเรอะ” พวกหมูก็ต้องเหนื่อยยากหนักหนาที่จะให้พวกนั้นเข้าใจว่า การคิดเช่นนั้นขัดต่อจิตวิญญาณของสัตวนิยม ส่วนคำถามที่เบาปัญญาที่สุดมาจากแม่มอลลีม้าขาว คำถามแรกเลยที่หล่อนถามสโนว์บอลคือ “ปฏิวัติเสร็จแล้วจะยังมีน้ำตาลหรือเปล่าจ๊ะ”

“ไม่มีหรอก” สโนว์บอลตอบหนักแน่น “ในฟาร์มเราไม่มีเครื่องทำน้ำตาลนี่ แล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องมีน้ำตาลด้วย เธอจะมีข้าวโอ๊ตกับหญ้ามากเท่าที่เธอต้องการเชียวล่ะ”

“แล้วฉันยังผูกริบบิ้นที่ขนแผงคอได้หรือเปล่า” มอลลีถาม

“สหาย” สโนว์บอลว่า “ไอ้ริบบิ้นที่เธอชอบเหลือเกินน่ะ มันเป็นเครื่องหมายของความเป็นทาสรู้ไหม เธอไม่เข้าใจหรอกหรือว่า เสรีภาพมีค่ายิ่งกว่าริบบิ้น”

มอลลีเห็นด้วย แต่ท่าทีหล่อนก็ดูจะไม่เชื่อถือเต็มที่นัก

พวกหมูยิ่งเหนื่อยยากกว่าเมื่อต้องโต้แย้งหักล้างคำโกหกที่เจ้ากาบ้านโมเสสเที่ยวบอกใครต่อใคร โมเสสเป็นสัตว์เลี้ยงพิเศษของนายโจนส์ จึงทำตัวเป็นสายลับและบ่าวช่างฟ้อง แถมยังมีวิธีพูดที่ฉลาดอีกด้วย เขาบอกใครต่อใครว่ารู้จักดินแดนลึกลับอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า ‘ภูเขาน้ำตาลผลึก’ ซึ่งสัตว์ทุกตัวจะได้ไปอยู่เมื่อตายไปแล้ว ดินแดนที่ว่านี้ตั้งอยู่ตรงไหนสักแห่งบนท้องฟ้า อยู่ไกลเลยก้อนเมฆไปหน่อย โมเสสว่าอย่างนั้น ที่ ‘ภูเขาน้ำตาลผลึก’ นั้นทั้งเจ็ดวันในสัปดาห์เป็นวันอาทิตย์ ถั่วโคลเวอร์สุกตลอดทั้งปี มีน้ำตาลก้อนและก้อนน้ำมันปอผุดขึ้นจากรั้วต้นไม้ พวกสัตว์พากันเกลียดชังโมเสส เพราะเขาเอาแต่เล่านิทานโดยไม่ยอมทำงาน แต่บางส่วนก็หลงเชื่อนิยายเรื่อง ‘ภูเขาน้ำตาลผลึก’ พวกหมูจึงต้องลงแรงอธิบายเหตุผลให้เห็นจริงว่า ที่แบบนั้นมีแต่ในนิทานเท่านั้น

สาวกผู้สัตย์ซื่อที่สุดของหมูทั้งสามได้แก่ม้าลากรถทั้งสองตัว บ็อกเซอร์กับโคลเวอร์นั่นเอง ม้าคู่นี้เวลาจะคิดอะไรเองทีก็แสนยากลำบาก แต่เมื่อตกลงใจยอมรับหมูทั้งสามเป็นครูแล้ว ทั้งสองก็ซึมซับเอาทุกสิ่งที่ได้ฟัง แล้วถ่ายทอดส่งต่อไปยังสัตว์อื่นๆ ด้วยหลักเหตุผลอันเรียบง่ายแจ่มชัด ทั้งคู่มาร่วมประชุมลับในโรงนาไม่เคยขาด แถมยังเป็นต้นเสียงร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ ปิดท้ายการประชุมทุกครั้งอีกด้วย

ที่ไหนได้ การปฏิวัติสำเร็จลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด ในช่วงหลายปีมานี้ ถึงแม้นายโจนส์จะเป็นนายบ้านผู้ไร้ความปรานี แต่ว่ากันด้านงานไร่ก็นับว่าเก่งกาจพอตัว ทว่าในระยะหลังเริ่มประพฤติตัวเลวร้าย เขาเสียเงินไปกับการขึ้นโรงขึ้นศาลจนเกิดท้อใจ ดื่มเหล้าเมามายเป็นประจำ บางคราวเขาจะนั่งขี้เกียจอยู่บนเก้าอี้วินด์เซอร์ในครัวทั้งวี่วัน อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ดื่มเหล้าบ้าง เอาเปลือกขนมปังแช่เบียร์ให้เจ้ากาโมเสสกินบ้าง พวกคนงานจึงพากันเฉื่อยชาและไม่ทำงานทำการ ในทุ่งจึงรกไปด้วยวัชพืช ตึกอาคารต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่แล้ว รั้วต้นไม้ไม่มีใครไยดี และพวกสัตว์ก็ได้รับอาหารไม่พอกินไปตามๆ กัน

เข้าเดือนมิถุนายน หญ้าสูงพอใกล้จะตัดแล้ว วันนั้นวันเสาร์ก่อนกลางฤดูร้อน นายโจนส์เข้าไปวิลลิงดัน แล้วเมาแประอยู่ที่บาร์สิงโตแดง กว่ากลับบ้านมาอีกทีก็เที่ยงวันอาทิตย์โน่น พวกคนงานรีดนมวัวกันแต่เช้าตรู่ จากนั้นพากันไปล่ากระต่ายโดยไม่สนใจจะให้อาหารแก่สัตว์อื่นๆ นายโจนส์พอกลับถึงบ้านก็ตรงดิ่งไปนอนหลับบนโซฟาในห้องนั่งเล่นโดยมีหนังสือพิมพ์ ข่าวโลก กางปิดหน้า ดังนั้นจนเย็นแล้วพวกสัตว์จึงยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง ในที่สุดจึงเมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไป วัวตัวหนึ่งก็ไสเขาเข้าพังประตูยุ้ง สัตว์อื่นๆ ต่างก็กรูเข้าไปกินอาหารจากถัง ทันใดนั้นเองนายโจนส์ก็ตื่นขึ้น ชั่วอึดใจต่อมาเขากับคนงานทั้งสี่ก็ถือแส้พุ่งมาที่ยุ้ง แล้วหวดฟาดออกไปรอบทิศ พวกสัตว์เหลือที่จะทานทนได้ จึงพร้อมใจกันกรูเข้าใส่มนุษย์ผู้ลงทัณฑ์ทรมานทั้งสี่โดยมิได้นัดแนะกันไว้ก่อนทั้งสิ้น ฉับพลันนั้นโจนส์กับพวกคนงานก็ถูกรุมล้อมและเจอทั้งขวิดทั้งเตะจากรอบด้าน สถานการณ์ชักจะเลยเถิดจนคุมไม่อยู่แล้ว พวกเขาไม่เคยเห็นพวกสัตว์เป็นแบบนี้มาก่อน ซ้ำร้ายยังกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อเมื่อจู่ๆ สัตว์ที่ตนเคยเฆี่ยนโบยทารุณได้ตามใจชอบกลับลุกฮือขึ้นโต้ตอบเช่นนี้ เพียงเดี๋ยวเดียวชายทั้งห้าจึงเลิกปัดป้องและเผ่นแน่บออกจากที่นั่น วิ่งหนีสุดชีวิตตามทางรถม้าไปยังถนนใหญ่ โดยมีพวกสัตว์ไล่ตามมาประหนึ่งจะประกาศชัยชนะ

นางโจนส์โผล่หน้ามองออกมาจากหน้าต่างห้องนอนและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รีบฉวยทรัพย์สมบัติทองหยองลงกระเป๋าเดินทางผ้าพรม แล้วหลบออกจากฟาร์มทางประตูอีกด้านหนึ่ง ส่วนเจ้ากาโมเสสบินปร๋อทิ้งคอนและกระพือปีกตามหลังนายหญิงไปพร้อมกับอ้าปากร้องกาๆ ดังลั่น ขณะเดียวกันพวกสัตว์ยังวิ่งไล่นายโจนส์กับคนงานออกไปจนถึงถนน แล้วกระแทกประตูรั้วอันประกอบด้วยลูกกรงห้าซี่ปิดโครมไล่หลัง ก็นี่แหละ พวกสัตว์ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น การปฏิวัติก็สำเร็จเสร็จสิ้นลงเสียแล้ว โจนส์สองผัวเมียถูกอัปเปหิออกจากบ้าน และฟาร์มแมเนอร์ก็ตกเป็นของเหล่าสัตว์ในฟาร์มนั่นเอง

ในชั่วสองสามนาทีแรกนั้นพวกสัตว์แทบไม่อยากเชื่อว่าโชคจะเข้าข้างพวกตนถึงเพียงนี้ สิ่งแรกที่คิดออกคือพากันวิ่งห้อไปรอบๆ เขตฟาร์ม คล้ายจะให้แน่ใจว่าไม่มีมนุษย์ซุกซ่อนอยู่ จากนั้นก็วิ่งแข่งกันกลับมายังโรงนาเพื่อกำจัดร่องรอยน่าเกลียดชังของพวกโจนส์ที่เคยครองฟาร์มให้สิ้นซาก พังประตูห้องเก็บบังเหียนตรงท้ายคอกม้าแล้วเปิดไว้ บรรดาเหล็กสวมปาก ห่วงสนตะพาย โซ่จูงหมา มีดโหดเหี้ยมที่นายโจนส์เคยใช้ตอนพวกหมูและแกะ ถูกขนไปเหวี่ยงทิ้งในบ่อ สายบังเหียน เชือกผูกม้า เครื่องปิดตาม้า ถุงกินหญ้าห้อยคออันน่าขายหน้า ถูกขว้างลงกองไฟเผาขยะซึ่งกำลังลุกโชติช่วงอยู่ในลานบ้าน แส้ก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกัน สัตว์ทั้งหลายพากันกระโดดโลดเต้นอย่างปลื้มปีตเมื่อเห็นแส้ติดไฟลุกสูงขึ้นกลางกองไฟ แล้วสโนว์บอลก็โยนแถบริบบิ้นซึ่งไว้ใช้ประดับขนแผงคอม้าและผูกหางม้าในวันตลาดนัดเข้ากองไฟไปด้วย

“ริบบิ้นพวกนี้” เขาพูด “สมควรถือว่าเป็นเสื้อผ้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายสมควรให้ร่างกายได้เปล่าเปลือย”

บ็อกเซอร์ได้ยินดังนั้นก็ฉวยหมวกหญ้าสานใบเล็กสำหรับสวมในหน้าร้อนเพื่อกันแมลงเข้าหู เหวี่ยงเข้ากองไฟตามไปด้วย

เพียงไม่ช้านานเหล่าสัตว์ก็ช่วยกันทำลายทุกสิ่งที่เตือนให้นึกถึงนายโจนส์จนหมดสิ้น นโปเลียนนำพวกกลับไปที่ยุ้ง แล้วแบ่งข้าวโพดในอัตราสองเท่าของที่เคยได้ให้แก่สัตว์ทุกตัว หมาแต่ละตัวได้บิสกิตแถมอีกหนึ่งชิ้น จากนั้นก็ร่วมร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ ตั้งแต่ต้นจนจบเสียเจ็ดรอบติดต่อกัน เสร็จแล้วจึงแยกย้ายกันไปนอน และต่างนอนหลับด้วยความรู้สึกชนิดใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่พวกเขาก็ตื่นกันแต่รุ่งสางเช่นที่เคยเป็นมา และจำได้ทันทีถึงชัยชนะยิ่งใหญ่ที่ได้รับ จึงพากันวิ่งกรูออกไปยังทุ่งหญ้า ในทุ่งเลยออกไปหน่อยมีเนินซึ่งมองเห็นพื้นที่ฟาร์มได้เกือบตลอดทั้งผืน พวกสัตว์วิ่งไปยังยอดเนินที่ว่า แล้วจ้องมองออกไปรอบตัวท่ามกลางแสงแดดใสกระจ่างยามเช้าตรู่ ใช่แล้ว ของพวกมันทั้งหมด ทุกสิ่งที่เห็นล้วนแต่เป็นของพวกมัน บรรดาสัตว์ลิงโลดในความคิดนั้นจนต้องล้อมวงกันเต้นระบำไปรอบๆ กระโดดขึ้นกลางอากาศสูงลิ่วด้วยความตื่นเต้น บ้างก็ทิ้งตัวลงกลิ้งเกลือกน้ำค้างบนยอดหญ้า เล็มกินรสหวานของหญ้าฤดูร้อนคำแล้วคำเล่า ตะกุยดินดำขึ้นมาแล้วสูดดมกลิ่นเข้มข้นเข้าจมูก จากนั้นจึงพากันเคลื่อนขบวนไปสำรวจดูรอบๆ ฟาร์ม และต่างตื้นตันใจไปกับผืนดินเพาะปลูกผืนนี้จนพูดอะไรไม่ออก อีกทั้งทุ่งหญ้า สวนผลไม้สระน้ำ พุ่มไม้ล้มลุกต่างๆ ประหนึ่งว่าพวกมันไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อนในชีวิต และกระทั่งตอนนี้ก็ยังคงเหลือเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นของพวกมัน

พวกสัตว์เดินแถวกลับไปยังหมู่อาคาร และหยุดนิ่งเงียบอยู่เบื้องหน้าประตูบ้านโรงนา นั่นก็เป็นของพวกมันด้วย ทว่าต่างก็ยังขยาดกลัวไม่กล้าเข้าไปข้างใน แต่แล้ว ครู่ต่อมาสโนว์บอลล์กับนโปเลียนก็ใช้ไหล่กระแทกประตูเปิดออก แล้วพวกสัตว์ก็เดินแถวเรียงหนึ่งเข้าไปข้างใน ก้าวย่างอย่างระมัดระวังเต็มที่เพราะกลัวว่าจะไปชนข้าวของสิ่งใดเข้า พวกมันย่องเดินด้วยปลายเท้าเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ จะพูดอะไรทีก็กระซิบกระซาบ และจ้องมองบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เห็นด้วยเกรงขามระคนกับเหลือเชื่อ ทั้งเตียงนอนยัดขนนก กระจกเงา โซฟาขนม้า พรมบรัสเซลล์ และภาพพิมพ์หินของพระราชินีวิกตอเรียบนหิ้งเหนือเตาผิง ตอนที่ลงบันไดมาชั้นล่างถึงได้รู้ว่ามอลลีหายตัวไป พอกลับไปหาก็เจอหล่อนอยู่ในห้องนอนใหญ่ มอลลีไปได้ริบบิ้นสีน้ำเงินมาจากโต๊ะแต่งตัวของนางโจนส์ หล่อนทำท่าปลาบปลื้มอย่างน่าขันกับภาพตัวเองในกระจกพลางจับริบบิ้นทาบกับบ่า สัตว์ตัวอื่นๆ พากันติเตียนอย่างเผ็ดร้อนก่อนจะออกจากห้อง แฮมที่แขวนไว้ในครัวถูกนำออกไปฝังดิน ส่วนถังเบียร์ตรงท้ายห้องครัวเกิดรูรั่วด้วยถูกบ็อกเซอร์ประเคนกีบเท้าเข้าให้ นอกเหนือจากนี้พวกสัตว์ไม่ได้แตะต้องสิ่งใดในบ้าน มีการลงมติเป็นเอกฉันท์กันเดี๋ยวนั้นว่า ตัวบ้านควรเก็บรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ทุกตัวต่างเห็นพ้องว่าสัตว์จะต้องไม่อาศัยในบ้านหลังนี้

สัตว์ทั้งหลายพากันกินอาหารเช้า เสร็จแล้วสโนว์บอลล์กับนโปเลียนก็เรียกประชุมอีกครั้ง

“สหายทั้งหลาย” สโนว์บอลพูด “ขณะนี้หกโมงครึ่งแล้ว และเรามีงานที่ต้องทำกันอีกมาก วันนี้เราจะลงมือเกี่ยวหญ้ากันล่ะ แต่ก่อนอื่น มีเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการ”

หมูทั้งสามบอกให้ทราบว่า ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาพวกมันได้หัดอ่านหัดเขียนจนเป็น โดยอาศัยหนังสือสะกดคำเล่มเก่าของลูกๆ นายโจนส์ซึ่งถูกโยนทิ้งไว้ในกองขยะ นโปเลียนบอกให้ใครไปหยิบกระปุกหมึกดำกับสีทาบ้านสีขาวมาให้ จากนั้นก็เดินนำสัตว์อื่นๆ ไปยังประตูรั้วติดกับถนนใหญ่ แล้วสโนว์บอล (เขาเขียนหนังสือเก่งกว่าเพื่อน) ก็คีบแปรงทาสีขึ้นไว้ระหว่างนิ้วเท้าสองนิ้ว ลากแปรงทาสีทับคำว่า ฟาร์มแมเนอร์ บนไม้แผ่นบนสุดของรั้ว แล้วเขียนคำว่า ฟาร์มสัตว์ ลงไปแทน จากนี้ไปนี่จะเป็นชื่อฟาร์ม จากนั้นพวกสัตว์ก็ไปที่อาคารโรงนาต่างๆ สโนว์บอลกับนโปเลียนบอกให้หาบันไดมา แล้วให้พาดกับผนังท้ายโรงนาหลังใหญ่ ก่อนจะชี้แจงว่า จากการศึกษาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา พวกหมูได้สรุปหลักสัตวนิยมออกมาเป็นบัญญัติเจ็ดประการได้เป็นผลสำเร็จบัญญัติทั้งเจ็ดนี้จะถูกจารึกไว้บนผนังนี้ และเป็นกฎอันไม่อาจแปรเปลี่ยนสำหรับสัตว์ทุกตัวในฟาร์มสัตว์ไปตราบจนชั่วชีวิต สโนว์บอลล์ปีนบันไดด้วยความยากลำบาก (เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายที่หมูจะทรงตัวบนบันได) แล้วเริ่มลงมือเขียน ถัดลงมาหน่อยมีสควีลเลอร์ปีนตามขึ้นไปคอยถือถังสีให้ บัญญัติเจ็ดประการถูกเขียนลงบนผนังซึ่งทาน้ำมันดินไว้ก่อน ด้วยตัวอักษรสีขาวใหญ่เบิ้มที่อ่านได้ชัดในระยะสามสิบหลา บัญญัติทั้งเจ็ดมีอยู่ว่า

บัญญัติเจ็ดประการ
1. ทุกสิ่งที่เดินด้วยสองเท้าคือศัตรู
2. ทุกสิ่งที่เดินด้วยสี่เท้าหรือมีปีก ล้วนเป็นมิตสหาย
3. สัตว์ต้องไม่สวมเสื้อผ้า
4. สัตว์ต้องไม่นอนเตียง
5. สัตว์ต้องไม่ดื่มของมึนเมา
6. สัตว์จะต้องไม่ฆ่าสัตว์ด้วยกัน
7. สัตว์ทุกตัวล๊วนเท่าเทียมกัน

ทุกคำถูกเขียนอย่างสุดบรรจง ตัวสะกดถูกต้องหมดสิ้นยกเว้นเพียงคำว่า มิตร ที่สะกดผิดเป็น มิต กับวรรณยุกต์ที่ผิดไปตัวหนึ่งสโนว์บอลอ่านออกเสียงดังๆ ให้สัตว์อื่นๆ ได้ฟัง ทุกตัวต่างพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นพ้องต้องกัน ตัวที่ฉลาดหน่อยก็เริ่มท่องจำบทบัญญัติได้ทันที

“เอาล่ะ สหาย” สโนว์บอลกล่าวเสียงดัง พลางโยนแปรงทาสีลงมา “ไปทุ่งหญ้ากันเลย เพื่อศักดิ์ศรี เราจะต้องเกี่ยวหญ้าให้ได้เร็วกว่าพวกนายโจนส์กับคนงานให้ได้”

ฉับพลันนั้น โคสามตัวซึ่งทำท่าอึดอัดกระสับกระส่ายมาสักพักใหญ่ก็ร้องออกมาดังลั่น ไม่มีใครรีดนมพวกมันมายี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว เต้านมจึงคัดแทบจะระเบิด พวกหมูครุ่นคิดอยู่เดี๋ยวเดียว ก็บอกให้ใครไปเอาถังมา แล้วลงมือรีดนมอย่างชำนาญพอใช้ เท้าของพวกมันปรับเข้ากับงานนี้ได้ดีทีเดียว ไม่ช้าก็ได้ครีมน้ำนมฟองลอยฟ่อดเต็มถังห้าใบ โดยสัตว์หลายตัวมายืนมองด้วยความฉงนสนเท่ห์

“นมนั่นจะเอาไปทำอะไรรึ” เสียงหนึ่งถามขึ้น

“บางครั้งโจนส์เอามาคลุกอาหารให้เรากินไงล่ะ” แม่ไก่ตัวหนึ่งตอบ

“สหายไม่ต้องสนใจเรื่องนม” นโปเลียนร้องบอกพลางก้าวไปยืนหน้าถังนม “เราจะจัดให้ใครมาเฝ้าไว้ เรื่องเกี่ยวหญ้าสิสำคัญสหายสโนว์บอลจะนำทางไป แล้วอีกเดี๋ยวฉันจะตามไปสมทบ สหาย หน้าเดิน หญ้ารอเราอยู่”

ดังนั้นพวกสัตว์จึงดาหน้ากันไปยังทุ่งเพื่อลงมือเกี่ยวหญ้า แล้วเมื่อกลับมาตอนเย็นจึงสังเกตเห็นว่า นมได้หายไปแล้ว

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics
Share this Story:
  • facebook
  • twitter
  • gplus

About admin

Leave a comment