Jun.03

Animal Farm: Chapter 1

Animal Farm: Chapter 1

นายโจนส์แห่งฟาร์มแมเนอร์ปิดเล้าไก่เรียบร้อยเหมือนเช่นทุกคืน แต่คืนนี้เหตุเพราะความเมา แกจึงลืมปิดประตูเล็ก แกเดินเซถลาข้ามลานบ้าน ตะเกียงในมือส่องสว่างเป็นวงกลมเต้นไหวระริกไปซ้ายทีขวาที พอถึงประตูหลังบ้านก็สลัดรองเท้าบู๊ตหลุดจากเท้าแล้วคว้าเบียร์แก้วส่งท้ายจากในถังตรงท้ายครัว ก่อนจะเดินโซเซขึ้นไปนอนบนเตียงซึ่งนางโจนส์ผู้เป็นเมียนอนกรนอยู่ก่อนแล้ว

ทันทีที่แสงไฟในห้องนอนดับลง ตลอดทั่วในโรงนาก็บังเกิดเสียงขยับตัวสะบัดปีกพรึ่บพรั่บ เนื่องจากวันนี้ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วว่า เฒ่าเมเจอร์ หมูพ่อพันธุ์มิดเดิลไวท์ ซึ่งเคยประกวดได้รางวัลมาแล้ว มีความฝันแปลกประหลาดเมื่อคืนที่ผ่านมา และแกปรารถนาจะบอกเล่าให้สัตว์อื่นๆ ได้ทราบทั่วกัน มีการตกลงกันว่า สัตว์ทุกตัวจะมาประชุมกันในโรงนาใหญ่ทันทีหลังจากนายโจนส์เข้าบ้านนอนแล้ว เฒ่าเมเจอร์ (แกมักถูกเรียกขานเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วชื่อเสียงเรียงนามที่ปรากฏไปทั่วของแกคือ ‘วิลลิงดันบิวตี้’) เป็นผู้ที่บรรดาสัตว์ในฟาร์มให้ความเคารพเชื่อฟังอย่างสูง ทุกตัวจึงยินยอมพร้อมใจกันสละเวลานอนสักชั่วโมง เพื่อจะฟังว่าตะแกมีอะไรอยากพูด

พื้นทางด้านท้ายของโรงนาใหญ่มีลักษณะคล้ายยกพื้น เฒ่าเมเจอร์ได้ยึดเอาเป็นที่ตั้งเตียงปูหญ้าของตน ด้านบนนั้นมีตะเกียงห้อยอยู่กับขื่อ เฒ่าเมเจอร์อายุอานามก็สิบสองปีแล้ว และระยะนี้แกออกจะอ้วนล่ำขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังนับเป็นสุกรสง่าผ่าเผย มีลักษณะของผู้ฉลาดรอบรู้ อีกทั้งมีเมตตากรุณา ถึงแม้ว่าเขี้ยวทั้งสองข้างจะไม่เคยได้ตัดก็ตาม ไม่นานสัตว์อื่น ๆ ก็ทยอยกันเข้ามาโดยจัดที่จัดทางของตัวเองไปในลักษณะต่างๆ กลุ่มแรกคือหมาสามตัว บลูเบลล์ เจสซี กับพินเชอร์ จากนั้นก็เป็นพวกหมูซึ่งจับจองพื้นปูหญ้าตรงหน้ายกพื้น ส่วนแม่ไก่นั้นเกาะอยู่บนธรณีหน้าต่าง พวกนกพิราบบินขึ้นไปเกาะบนจันทัน แกะกับวัวนอนลงหลังกลุ่มหมูและเคี้ยวเอื้องกันหยับๆโดยไม่รอช้า ส่วนม้าลากรถสองตัว บ็อกเซอร์กับโคลเวอร์นั้นเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสองเดินเยื้องย่างเชื่องช้า ตอนวางกีบเท้าอันเต็มไปด้วยขนก็ระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าจะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยอยู่ที่ใต้ฟาง โคลเวอร์เป็นแม่ม้าพ่วงพีที่วัยล่วงเลยมามาก หลังจากคลอดลูกม้าตัวที่สี่แล้ว รูปร่างของนางก็ไม่หวนกลับไปสะโอดสะองเหมือนเมื่อก่อนอีก บ็อกเซอร์เป็นม้าตัวใหญ่ สูงเกือบสิบแปดฝ่ามือ ทั้งยังแข็งแรงเท่ากับแรงของม้าธรรมดาสองตัวรวมกัน เขามีแถบสีขาวพาดผ่านกลางจมูกทำให้หน้าตาดูออกจะโง่เขลา ความจริงสติปัญญาของเขาก็ไม่ได้เลิศล้ำหรอก แต่ใครๆ ต่างยกให้บ็อกเซอร์ในด้านความแน่วแน่ไม่ลดละ และพละกำลังอันใหญ่หลวงเวลาทำงาน ถัดจากม้าสองตัวก็เป็นแม่มิวเรียลแพะขาว กับลาเบนจามิน เบนจามินเป็นสัตว์ที่อายุมากสุดในฟาร์มแห่งนี้ แถมยังอารมณ์ร้ายที่สุดในบรรดาสัตว์ทุกตัวด้วย เขาไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร พูดขึ้นแต่ละทีก็มีแต่ถ้อยคำเย้ยหยัน เช่น เขาชอบพูดว่า พระเจ้ามอบหางมาให้เขาเพื่อไว้ใช้ปัดไล่แมลงวัน แต่เขาไม่อยากได้ทั้งหางทั้งแมลงวันนั่นแหละ เขาเป็นสัตว์เพียงตัวเดียวในฟาร์มที่ไม่เคยหัวเราะสักครั้ง เวลาใครถามไถ่ เขาจะบอกว่าก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าขัน แต่ถึงกระนั้นเบนจามินกลับสนิทสนมเป็นอันดีกับบ็อกเซอร์ ถึงแม้เขาจะไม่เคยยอมรับกับใครตรงๆ ก็เถอะ ในวันอาทิตย์ ทั้งคู่มักจะกินหญ้าตรงทุ่งล้อมคอกด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างเงียบไม่พูดไม่จา

ม้าทั้งสองเพิ่งจะนอนลงได้เรียบร้อย ลูกเป็ดหลงแม่ฝูงหนึ่งเดินแถวเตาะแตะเข้ามาในโรงนา ปากก็ร้องก๊าบเบาๆ ขณะเดินเตร่ไปซ้ายทีขวาที เพื่อหาที่เหมาะๆ ซึ่งจะไม่ถูกใครเหยียบเอาได้ โคลเวอร์จึงล้อมฝูงเป็ดเอาไว้ในกำแพงด้วยขาหน้าใหญ่โตของนางลูกเป็ดก็พากันเบียดกระแซะเข้ามาในนั้นแล้วหลับไปแทบจะในทันที ผู้ที่เข้ามาในนาทีสุดท้ายคือมอลลี ม้าขาวสวยแต่โง่ซึ่งลากรถของนายโจนส์ หล่อนเดินยุรยาตรเคี้ยวก้อนน้ำตาลเข้ามาอย่างน่ารัก นั่งลงทางด้านหน้า แล้วลงมือสะบัดขนแผงคอสีขาวอวดริบบิ้นสีแดงที่ผูกไว้ ท้ายที่สุดคือแมว ซึ่งพอเข้ามาก็มองไปรอบๆ หาจุดอันอบอุ่นสุดเช่นเคย เจ้าหล่อนเลือกนอนเบียดในซอกระหว่างบ็อกเซอร์กับโคลเวอร์ แล้วครางเมี้ยวอย่างแสนสบายตลอดเวลาที่เมเจอร์พูด โดยไม่ได้ฟังว่าแกพูดอะไรเลยสักคำ

บัดนี้สัตว์ทุกตัวก็เข้ามาหมดแล้ว ยกเว้นโมเสส กาเชื่องซึ่งเกาะคอนนอนหลับอยู่นอกประตูหลังของโรงนา เมื่อเมเจอร์เห็นว่าทุกตัวได้ที่นั่งเหมาะเจาะตามอัธยาศัยดีแล้ว และกำลังรอฟังด้วยใจจดจ่อ แกก็กระแอมแล้วเริ่มพูด

“สหายทั้งหลาย พวกเจ้าคงรู้กันแล้วเรื่องฝันประหลาดของข้าเมื่อคืนนี้ แต่ข้าจะพูดเรื่องความฝันนั้นทีหลังก็แล้วกัน ก่อนอื่นข้ามีเรื่องอื่นต้องพูด สหาย ข้าไม่คิดว่าข้าจะอยู่กับพวกเจ้าไปได้อีกสักกี่เดือน และก่อนที่ข้าจะตาย ข้ารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะส่งต่อความรู้ของข้าให้แก่พวกเจ้า ข้าน่ะอยู่มานาน ข้ามีเวลามากมายยามที่นอนอยู่ลำพังในคอกให้ครุ่นคิดไตร่ตรองเรื่องต่างๆ หากจะบอกว่าข้าเข้าใจวิถีชีวิตอันเป็นธรรมดาของสัตว์ดีมากเท่าที่สัตว์ตัวหนึ่งจะพึงรู้ได้ก็คงไม่ผิดนัก ก็เรื่องนี้แหละที่ข้าอยากจะพูดกับพวกเจ้า

“สหายเอ๋ย วิถีชีวิตอันเป็นธรรมดาของพวกเราเป็นเช่นไรหรือ ยอมรับเถอะว่า ชีวิตของพวกเรามันช่างน่าเศร้า ลำบากลำบนและแสนสั้นเสียนี่กระไร เราเกิดมา เราได้รับอาหารแค่พอยาไส้ ใครมีแรงพอก็ต้องถูกบังคับให้ทำงานเหนื่อยหนักจนสายตัวแทบขาด และเมื่อใดที่เราหมดประโยชน์ เราก็จะถูกฆ่าด้วยวิธีการโหดเหี้ยมน่ารังเกียจ หลังจากอายุพ้นหนึ่งปีไปแล้ว ไม่มีสัตว์ตัวใดในอังกฤษรู้จักความหมายของคำว่าความสุข หรือเวลาว่างอีกต่อไป ไม่มีสัตว์ตัวใดในอังกฤษมีอิสระเสรี ชีวิตของสัตว์เป็นชีวิตน่าสังเวชและเป็นข้าทาส นั่นคือความจริงที่เห็นๆ กันอยู่

“แต่นี่เป็นกฎธรรมดาของธรรมชาติล่ะหรือ เป็นเพราะแผ่นดินของเรายากไร้จนผู้อาศัยไม่อาจใช้ชีวิตสุขสบายได้ล่ะหรือ ไม่ใช่เลย สหาย ขอตอบไม่ใช่สักพันครั้งเถอะ แผ่นดินอังกฤษนี้แสนอุดม อากาศหรือก็สบายดี เพียงพอที่จะให้อาหารล้นเหลือแก่เหล่าสัตว์จำนวนมากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้เสียอีก อย่างฟาร์มของเราแห่งเดียว ก็มีอาหารพอจะเลี้ยงม้านับโหล วัวนับยี่สิบ แกะนับร้อย โดยสัตว์ทั้งหมดสามารถมีชีวิตสุขสบายและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี ซึ่งทั้งสองอย่างนี้พวกเราแทบจะนึกจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำ แล้วทำไมเรายังต้องตกอยู่ในสภาพแยกแค้นลำเค็ญนี้อีก นั่นก็เพราะผลผลิตแทบทั้งหมดที่เราลงแรงไปนั้น ถูกพวกมนุษย์ขโมยไปจากเรานี่เอง สหาย นี่คือคำตอบของปัญหาทั้งหมด มันมาสรุปลงได้ที่คำเดียวคือ มนุษย์ มนุษย์เป็นศัตรูที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวของเราถ้ากำจัดมนุษย์ได้เสียอย่างเดียว สาเหตุแห่งความหิวโหยและงานหนักเกินกำลังก็จะถูกกำจัดทิ้งไปตลอดกาล

“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว ที่บริโภคโดยไม่ได้ผลิตสิ่งใด เขาไม่ได้ให้นม ไม่ได้วางไข่ ร่างกายหรือก็อ่อนปวกเปียกไถนาไม่ได้วิ่งกวดไล่กระต่ายก็ไม่ทัน แต่เขากลับเป็นเจ้าของสัตว์ทั้งมวล เขาออกคำสั่งให้พวกสัตว์ทำงาน แล้วคืนอาหารให้แค่พอไม่ให้สัตว์หิวตาย ส่วนที่เหลือเขาเก็บเอาไว้เอง เรี่ยวแรงของเราไถพลิกดิน มูลของเราสร้างให้ดินอุดม แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเราเป็นเจ้าของสิ่งใดนอกจากหนังของตัวเอง บรรดาวัวที่นั่งอยู่ตรงหน้าข้านี่ ปีที่แล้วพวกเจ้าให้นมไปกี่พันแกลลอนล่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับน้ำนมที่สมควรเอาไว้เลี้ยงลูกวัวให้แข็งแรง ทุกหยาดหยดกลับหายลงไปในคอของศัตรู ส่วนเจ้าแม่ไก่ทั้งหลาย ไข่กี่ฟองที่เจ้าออกมาในปีที่แล้ว มีสักกี่ฟองหรือที่ถูกฟักออกมาเป็นลูกไก่ ส่วนที่เหลือถูกนำไปขายที่ตลาดเพื่อให้ได้เงินกลับมาให้โจนส์กับพรรคพวก แล้วเจ้าล่ะ โคลเวอร์ ลูกม้าทั้งสี่ที่เจ้าให้กำเนิดหายไปข้างไหนเสียล่ะ ทั้งที่มันน่าจะได้อยู่คอยช่วยเหลือและเป็นความรื่นรมย์ยามแก่เฒ่าของเจ้า ทุกตัวล้วนถูกขายไปเมื่ออายุเพียงหนึ่งปี แล้วเจ้าก็ไม่ได้เห็นพวกลูกๆ เจ้าอีกเลย แล้วอะไรเล่าที่เจ้าได้รับตอบแทนสำหรับการให้กำเนิดลูกทั้งสี่ตัว และแรงงานที่เจ้าทุ่มเทในงานไร่งานนา เจ้าได้รับอะไรกลับมาบ้างนอกจากอาหารแค่กันตายกับคอกนอน

“แม้กระทั่งจะใช้ชีวิตอันน่าสมเพชนี้ให้ครบอายุขัยเราก็ยังไม่มีสิทธิ์ ไอ้ข้าเองน่ะไม่บ่นกระไรหรอก เพราะข้ามันโชคดี ตอนนี้ข้าก็อายุสิบสองแล้ว ข้ามีลูกมาเกินสี่ร้อย ชีวิตธรรมดาของหมูก็เช่นนี้แหละ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีสัตว์หน้าไหนหนีพ้นคมมีดอันโหดร้ายได้อยู่ดี เจ้าพวกหมูรุ่นที่นั่งอยู่ข้างหน้า ไม่เกินปีจากนี้พวกเจ้าจะกรีดร้องสุดชีวิตที่แท่นตะแลงแกง ความสยดสยองนั่นเราทั้งหมดหลีกไม่พ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะวัว หมู ไก่ แกะ ไม่มีละเว้น แม้แต่ม้ากับหมาก็ไม่ได้โชคดีไปกว่ากัน สำหรับเจ้านะบ็อกเซอร์ วันใดที่กล้ามเนื้อทรงพลังของเจ้าหย่อนยานสิ้นแรง นายโจนส์ก็จะขายเจ้าให้พ่อค้าที่รับซื้อม้าหมดสภาพ แล้วเจ้าก็จะถูกเชือดคอ ถูกสับเป็นชิ้นๆ เอาไปให้พวกมาล่าจิ้งจอกกิน ส่วนพวกหมา วันใดที่เจ้าแก่ชรา ฟันฟางหลุดร่วง นายโจนส์จะเอาก้อนอิฐมาผูกคอเข้าแล้วเอาไปถ่วงน้ำในสระใกล้ๆ บ้าน

“สหายทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มันไม่ชัดแจ๋วหรอกรึว่า ความเลวร้ายในชีวิตของเหล่าสัตว์อย่างเราล้วนกำเนิดเกิดมาจากความกดขี่ของมนุษย์ เพียงแค่กำจัดมนุษย์ให้สิ้นไป ผลผลิตจากแรงงานของเราก็จะเป็นของเราเอง เราจะได้มั่งคั่งและเป็นอิสระเสรีกันแทบจะในชั่วข้ามคืน แล้วเราต้องทำอย่างไรเล่า อ๋อ ก็ทำงานทั้งวันทั้งคืนอย่างไรเล่า ทุ่มแรงกายแรงใจลงไป เพื่อจะล้มล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สิ้นซาก สหาย นี่แหละสิ่งที่ข้าอยากบอกแก่พวกเจ้า จงลุกขึ้นปฏิวัติ ข้าไม่ทราบหรอกว่าวันปฏิวัติจะมาถึงเมื่อไรอาจจะภายในหนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งร้อยปี แต่ข้ารู้แน่เหมือนเห็นฟางที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าว่า ไม่ช้าก็เร็วความยุติธรรมจะบังเกิด สหายจงอย่าได้กะพริบตา คอยจ้องดูให้ดีเถอะ ตลอดชีวิตที่เหลืออันแสนสั้นของพวกเจ้า และเหนือสิ่งใด จงถ่ายทอดเรื่องนี้ให้แก่ลูกหลานของเจ้า ชนรุ่นหลังจะได้ต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะมา

“และจำไว้ด้วย สหาย อย่าให้ความมุ่งมั่นของเจ้าต้องแคลนคลอนเด็ดขาด อย่าหลงคารมหันเหออกนอกแนวทาง อย่าฟังลมปากใครที่บอกว่า มนุษย์กับสัตว์มีผลประโยชน์ร่วมกัน ว่าความมั่งคั่งของฝ่ายหนึ่งจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งของอีกฝ่าย นั่นล้วนแต่โกหกพกลมทั้งสิ้น มนุษย์ไม่เคยทำเพื่อสัตว์ชนิดใดนอกจากเพื่อตัวเขาเอง ให้เหล่าสัตว์จงสามัคคีกัน ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน มนุษย์ทุกผู้คือศัตรู สัตว์ทุกตัวคือสหายของเรา”

ถึงตอนนี้ก็เกิดความโกลาหลเอะอะขึ้นในโรงนา เพราะขณะที่เมเจอร์พูดอยู่นั้น หนูตัวเบ้อเริ่มสี่ตัวได้คลานออกมาจากรูและพากันนั่งฟัง เจ้าหมาเหลือบไปเห็นเข้าพอดี อาศัยว่าพวกหนูวิ่งปรู๊ดเข้ารูได้ทันถึงได้รอดชีวิต เมเจอร์ต้องยกเท้าขึ้นปรามให้ทุกตัวเงียบ

“สหายทั้งหลาย” เขาเอ่ย “นี่ก็เรื่องหนึ่งที่ต้องว่ากันให้ชัดเจน พวกสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยง เช่น หนูกับกระต่าย พวกนี้จะเป็นเพื่อนหรือเป็นศัตรูของเรากันแน่ เรามาลงมติกันเถอะ ข้าขอเสนอปัญหาแก่ที่ประชุมว่า หนูเป็นสหายหรือไม่”

มีการออกเสียงกันในทันที และเป็นที่เห็นพ้องกันอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ว่า พวกหนูนับเป็นสหาย มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียงสี่เสียง คือหมาสามตัวกับแมว แต่ตอนหลังมารู้ว่าแมวตัวนี้ได้ออกเสียงให้ทั้งสองฝ่าย เมเจอร์จึงกล่าวต่อว่า

“ข้าขอพูดอีกหน่อย จะขอย้ำเพียงว่า จงจำไว้เสมอ ว่าหน้าที่ของพวกเจ้าคือ พึงเป็นศัตรูต่อมนุษย์และวิถีทางทุกประการของพวกเขา ทุกสิ่งที่เดินด้วยสองเท้าคือศัตรู ทุกสิ่งที่เดินด้วยสี่เท้า หรือมีปีก ล้วนเป็นสหาย และอย่าลืมด้วยว่าเมื่อต่อสู้กับมนุษย์ เราต้องไม่กลืนกลายคล้ายมนุษย์ไปเสียเอง แม้กระทั่งเมื่อเจ้าเอาชนะมนุษย์ได้ จงอย่ารับเอาวิสัยชั่วร้ายมาใส่ตัวเจ้า สัตว์ทุกตัวจะต้องไม่อาศัยในบ้าน หรือนอนเตียง หรือใส่เสื้อผ้า หรือดื่มเหล้าสูบยา หรือแตะต้องเงินทอง หรือข้องเกี่ยวกับเรื่องค้าขาย นิสัยทุกอย่างของมนุษย์ล้วนแต่เลวทราม และเหนือสิ่งใดคือ สัตว์ทุกตัวจะต้องไม่กดขี่พวกเดียวกัน ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือแข็งแรง ฉลาดเฉลียวหรือโง่เขลา เราล้วนเป็นพี่น้องกัน สัตว์จะต้องไม่ฆ่าสัตว์ตัวอื่น สัตว์ทุกตัวต่างมีความเสมอภาคกันทั้งสิ้น

“เอาล่ะ สหาย ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังเรื่องความฝันเมื่อคืน ข้าไม่อาจบรรยายได้ถูกทีเดียว มันเป็นความฝันถึงโลกซึ่งสูญสิ้นมนุษย์ แต่มันได้เตือนให้ข้าย้อนนึกถึงบางสิ่งที่ข้าลืมเลือนไปแล้ว เนิ่นนานหลายปีก่อน เมื่อข้ายังเป็นลูกหมูน้อย แม่ข้ากับหมูตัวอื่นๆ เคยร้องเพลงเก่าแก่เพลงหนึ่ง แต่จำได้แค่ทำนองกับคำสามคำแรกเท่านั้นเอง ตอนยังเล็กข้าจำทำนองเพลงได้ดี แต่พอโตขึ้นมันกลับหลบลี้หายไปจากความทรงจำของข้า ทว่าเมื่อคืนนี้เอง ทำนองเพลงนั้นได้กลับมาหาข้าในความฝัน และที่ยิ่งกว่านั้น เนื้อเพลงซึ่งข้าเชื่อว่าพวกสัตว์ในอดีตเคยร้องกัน และได้สูญหายลืมเลือนกันไปหลายชั่วอายุ ก็หวนกลับมาพร้อมกันด้วย เอาละสหายข้าจะร้องให้พวกเจ้าฟัง ข้ามันแก่เฒ่า สุ้มเสียงแหบไม่น่าฟังนักหรอก ไว้พอข้าสอนแล้ว พวกเจ้าค่อยไปร้องกันเองให้เพราะๆ ก็แล้วกัน เพลงนี้ชื่อว่า ผองสัตว์แห่งอังกฤษ”

เฒ่าเมเจอร์กระแอมแล้วเริ่มร้องเพลง เสียงแกแหบจริงอย่างที่ออกตัว แต่ก็ร้องเพราะพอฟังได้ทีเดียว และเพลงก็มีท่วงทำนองน่าตื่นเต้นไม่เบา มันคล้ายเพลง คลีเมนไทน์ กับเพลง ลาคูคาราชา ผสมกันอยู่ เนื้อเพลงมีอยู่ว่า

ผองสัตว์แห่งอังกฤษสัตว์แห่งไอร์แลนด์
สัตว์ในทุกพื้นเพทุกดินแดน
ข้ามีข่าวอันรื่นรมย์มาแจ้ง
เรื่องราวแห่งอนาคตสีทองผ่องใส

ไม่ช้าไม่นานวันนั้นจะมาถึง
มนุษย์ผู้กดขี่จะถูกล้มล้างล้มตึง
และดินแดนอุดมแห่งอังกฤษจึง
มีเพียงเหล่าสัตว์ย่ำเหยียบ

จมูกเราจะไม่ถูกสนตะพายใส่
บนหลังเราจะไร้ซึ่งบังเหียน
เดือยไก่เหล็กสวมปากขึ้นสนิมตลอดไป
แส้โหดร้ายจะไม่หวดลงมา

ร่ำรวยยิ่งกว่าจะนึกจินตนาการ
ข้าวสาลีบาร์เลย์โอ๊ตหญ้าธัญญาหาร
ถั่วโคลเวอร์ถั่วเม็ดกลมและผักหวาน
เมื่อถึงวันนั้นก็จะเป็นของเรา

ท้องทุ่งแห่งอังกฤษจะฉายอำไพ
ท้องน้ำยิ่งบริสุทธิ์สดใหม่
ลมรำเพยจะยิ่งชื่นใจ
เมื่อวันนั้นที่เรามีอิสระเสรี

เราจะอุตสาหะเพื่อวันนั้น
แม้ว่าเราจะตายก่อนได้เห็นมัน
วัวม้าแพะและไก่งวงนั่น
จักต้องลงแรงเหนื่อยยากเพื่ออิสรภาพ

ผองสัตว์แห่งอังกฤษสัตว์แห่งไอร์แลนด์
สัตว์ในทุกพื้นเพทุกดินแดน
ฟังข่าวอันรื่นรมย์จากข้าแล้วจงกระจายแทน
เรื่องราวแห่งอนาคตสีทองผ่องใส

เหล่าสัตว์ได้ฟังเพลงนี้ต่างก็ตื่นเต้นอลหม่านจนสุดจะระงับได้ เฒ่าเมเจอร์ยังร้องไม่ทันจบเพลง พวกมันก็เริ่มร้องตามได้ แม้แต่สัตว์ตัวที่เบาปัญญาสุดก็เริ่มจับทำนองและจำเนื้อเพลงได้กระท่อนกระแท่น สัตว์ตัวไหนฉลาดหน่อย เช่นพวกหมูกับหมานั้นเพียงเดี๋ยวเดียวก็จำเนื้อเพลงได้ทั้งเพลง หลังจากลองร้องชิมลางดูสองสามจบ สัตว์ทั้งฟาร์มก็เปล่งเสียงร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษพร้อมกันอย่างสุดเสียง วัวร้องเสียงต่ำอย่างวัว หมาร้องเอ๋งอย่างหมา แกะร้องแบ-แอะ-แออย่างแกะ ม้าร้องฮี้ๆ เป็ดก็ร้องก๊าบๆ ทุกตัวล้วนแต่ชอบอกชอบใจเพลงนี้ถึงขนาดร้องติดกันรวดเดียวห้าเที่ยว และอาจจะร้องกันไปทั้งคืนก็เป็นได้หากไม่ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

เคราะห์ไม่ดี เสียงดังอึงอลทำให้นายโจนส์ตื่นขึ้น เขาดีดตัวลุกจากเตียงด้วยความมั่นใจว่าคงมีหมาจิ้งจอกดอดเข้ามาในลานบ้าน เขาฉวยปืนจากที่ประจำตรงมุมห้องนอน และลั่นกระสุนออกไปในความมืดทั้งชุดหกนัด กระสุนลูกปรายฝังตัวอยู่ในผนังโรงนา เป็นเหตุให้การประชุมต้องวงแตกกลางคัน สัตว์แต่ละตัวเผ่นไปยังที่นอนของตน พวกนกกระโดดขึ้นจับคอน พวกสัตว์ต่างนอนซุกพื้นหญ้า และฉับพลันนั้นทั่วทั้งฟาร์มก็หลับใหลลง

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics
Share this Story:
  • facebook
  • twitter
  • gplus

About admin

Leave a comment