Jun.16

Animal Farm: Chapter 5

ยิ่งหน้าหนาวคืบใกล้มาเท่าไร มอลลีก็ยิ่งก่อปัญหามากขึ้นทุกที หล่อนมาเข้างานสายทุกเช้า แก้ตัวว่านอนเพลิน แถมยังบ่นว่าปวดโน่นปวดนี่โดยไม่ทราบสาเหตุ ทว่ายังคงกินได้กินดีเหมือนเดิม ทำงานอยู่ดีๆ หล่อนก็จะหาข้ออ้างสารพัดเท่าที่จะนึกได้ เพื่อผละจากงานไปยังสระน้ำดื่ม แล้วยืนจ้องมองเงาตนเองอย่างเซื่องซึม แต่มีข่าวลือว่ามีเรื่องใหญ่กว่านั้น วันหนึ่งมอลลีเดินหน้าระรื่นเข้ามาในลาน โบกสะบัดหางยาวไปมา ปากก็เคี้ยวหญ้า โคลเวอร์จึงเดินเข้าไปขนาบข้าง

“มอลลี” นางพูด “ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะคุยกับเธอ เมื่อเช้าฉันเห็นเธอยืนมองข้ามรั้วกั้นฟาร์มสัตว์ของเรากับไร่ฟอกซ์วูด คนงานของนายพิลคิงตันคนหนึ่งยืนอยู่ฟากโน้นพอดี และก็…ฉันอยู่ไกลพอดูล่ะ แต่แน่ใจว่าฉันเห็นชัดว่าเขาคุยกับเธอ และเธอยอมให้เขาลูบจมูก นั่นมันหมายความว่ายังไงฮึ มอลลี”

“เปล่านี่ ฉันก็เปล่า ไม่จริงสักหน่อย” มอลลีร้อง พลางเริ่มหกหน้าหกหลังกระแทกพื้นดิน

“มอลลี มองหน้าฉันซิ เธอกล้าสาบานด้วยเกียรติไหมว่า หมอนั่นไม่ได้ลูบจมูกเธอ”

“ไม่จริงนะ” มอลลีย้ำคำเดิม แต่ไม่กล้ามองหน้าโคลเวอร์ เดี๋ยวเดียวหล่อนก็วิ่งควบหนีไปในทุ่ง

โคลเวอร์ฉุกคิดอะไรบางอย่าง นางไม่พูดจากับใคร รีบไปดูที่คอกของมอลลีและตะกุยพลิกหญ้าดู สิ่งที่ซุกอยู่ใต้หญ้าคือกองน้ำตาลก้อนซุกอยู่กับริบบิ้นหลากสีสันอีกหลายมัด

สามวันต่อมามอลลีหายตัวไป นับสัปดาห์แล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหล่อนหายไปไหน จนมีนกพิราบมาแจ้งว่า เห็นมอลลีอยู่ที่อีกฟากของเมืองวิลลิงดัน เทียมอยู่กับเกวียนเทียมม้าตัวเดียวสวยงามทาสีแดงดำซึ่งจอดอยู่นอกร้านเหล้า ชายอ้วนหน้าแดงก่ำ สวมกางเกงขี่ม้าลายหมากรุก สวมสนับแข้ง ท่าทางเหมือนเจ้าของร้านเหล้า กำลังลูบจมูกและป้อนน้ำตาลก้อน ขนของหล่อนเพิ่งตัดมาใหม่ และมีริบบินสีเลือดหมูผูกผมหน้าม้า พวกนกพิราบพูดว่า ท่าทางมอลลีจะสบายอกสบายใจดี จากนั้นมาไม่มีสัตว์ตัวไหนเอ่ยชื่อมอลลีอีกเลย

เดือนมกราคมอากาศหนาวจัด ผืนดินดูประหนึ่งแผ่นเหล็ก ในทุ่งไม่สามารถทำอะไรได้เลย มีการประชุมหลายครั้งในโรงนาหลังใหญ่ พวกหมูก็เอาแต่ยุ่งวางแผนงานในฤดูที่จะมาถึง พวกสัตว์ยอมรับกันแล้วว่า หมูซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าฉลาดกว่าสัตว์อื่นควรจะเป็นผู้ตัดสินปัญหาทุกอย่างเกี่ยวกับนโยบายของฟาร์ม เพียงแต่ต้องนำมาอนุมัติโดยเสียงส่วนใหญ่ การแบ่งหน้าที่เช่นนี้จะไปได้ราบรื่น หากไม่มีการขัดแย้งระหว่างสโนว์บอลกับนโปเลียนเกิดขึ้น พวกเขาเห็นแย้งกันในทุกเรื่องราว ถ้ามีใครเสนอให้ขยายพื้นที่ปลูกข้าวบาร์เลย์ ก็มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องให้ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโอ๊ต และถ้าฝ่ายใดพื้นที่ส่วนโน้นส่วนนี้เหมาะจะลงกะหล่ำปลี อีกฝ่ายเป็นต้องแย้งว่า ดินตรงนั้นไร้ค่านอกจากจะปลูกรากไม้ โดยต่างก็มีเสียงสนับสนุนของตน และถกเถียงกันอย่างรุนแรงดุเดือดหลายครั้ง สโนว์บอลมักจะได้เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในที่ประชุมเนื่องจากคำพูดอันโน้มน้าวใจได้ชะงัด แต่พอสิ้นการประชุมนโปเลียนกลับมีภาษีกว่าในเรื่องหาเสียงสนับสนุน และประสบความสำเร็จเป็นพิเศษกับพวกแกะ เมื่อเร็วๆ นี้พวกแกะเริ่มติดนิสัยร้องว่า “สี่ขาดี สองขาเลว” ตลอดทั้งวัน และเสียงร้องนี้มักจะขัดจังหวะการประชุมอยู่บ่อยๆ และสังเกตได้ว่า พวกแกะชอบแหกปากร้อง “สี่ขาดี สองขาเลว” ในจังหวะสำคัญที่สโนว์บอลกำลังปราศรัย สโนว์บอลได้ศึกษาโดยละเอียดเกี่ยวกับวารสารฉบับเก่าๆ ของ เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเขาพบอยู่ในบ้าน จึงได้วางแผนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไว้มากมาย เขาพูดด้วยความรอบรู้ถึงคูระบายน้ำในทุ่ง หญ้าหมัก และขี้โลหะหลอม และได้ร่างแผนอันซับซ้อนเพื่อทำให้ทุกวันสัตว์ทั้งหมดสามารถหย่อนมูลลงในทุ่งโดยตรง ตามจุดต่างๆ เพื่อประหยัดแรงงานขน นโปเลียนนั้นไม่มีแผนมาเสนอ แต่พูดเบาๆ ว่าสโนว์บอลจะเหลวเสียเปล่า ดูท่าทางเขาคล้ายกำลังรอคอยจังหวะเหมาะ แต่ในบรรดาความขัดแย้งทั้งหมดของหมูทั้งสองตัว ไม่มีครั้งใดรุนแรงยิ่งกว่าการเถียงกันเรื่องโรงสีลม

ในทุ่งที่แผ่ยาวไกล มีเนินเล็กๆ ลูกหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่โรงนานัก ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในฟาร์ม หลังจากสำรวจดูพื้นที่แล้ว สโนว์บอลชี้ว่าเนินนั้นเหมาะที่สุดสำหรับสร้างโรงสีลม เพื่อจะปั่นไดนาโมและผลิตไฟฟ้าให้แก่ฟาร์ม ไฟฟ้าจะนำแสงสว่างมาให้ตามคอกสัตว์ และให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว และจะเป็นพลังงานให้แก่เลื่อยวงเดือน เครื่องตัดฟางข้าว เครื่องแบ่งรางหญ้า และเครื่องรีดนมวัวไฟฟ้า สัตว์ทั้งหลายเพิ่งเคยได้ยินชื่อสิ่งเหล่านี้ครั้งแรก (เพราะฟาร์มนี้เป็นฟาร์มรุ่นเก่า มีแค่เครื่องจักรสมัยโบราณ) จึงพากันฟังด้วยพิศวงงงงวย เมื่อสโนว์บอลเล่าภาพน่าตื่นตาตื่นใจของเครื่องจักรซึ่งจะทำงานแทน ขณะที่พวกสัตว์จะได้กินหญ้าสบายๆ ในทุ่งหรือพัฒนาสมองด้วยการอ่านและการสนทนา

เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แผนสร้างโรงสีลมของสโนว์บอลก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง รายละเอียดของเครื่องจักรได้มาจากหนังสือสามเล่มของนายโจนส์เสียส่วนใหญ่ คือ ของมีประโยชน์หนึ่งพันอย่างภายในบ้าน คนทุกคนเป็นช่างอิฐเองได้, และ ไฟฟ้าเบื้องต้นสโนว์บอลใช้เพิงซึ่งเคยเป็นที่ฟักไข่มาเป็นห้องสมุด โดยตั้งพื้นไม้เรียบซึ่งเหมาะจะวาดภาพลงในนั้น เขาจะหมกตัวอยู่ในเพิงคราวละหลายชั่วโมง โดยเปิดหนังสือวางไว้กับพื้นมีก้อนหินทับ กีบเท้าเขาจับแท่งชอล์ก แล้วขยับตัวไปมา วาดเส้นโน้นเส้นนี้ขณะที่ล่งเสียงฮื่อๆ เบาๆ ด้วยความตื่นเต้น แผนผังค่อยๆ ขยายขึ้นมาเป็นรูปข้อเหวี่ยงและฟันเฟืองอันซับซ้อน กินเนื้อที่พื้นห้องไปกว่าครึ่ง สัตว์ตัวอื่นๆ ดูไม่รู้เรื่องแต่ก็ทึ่งและเลื่อมใสยกใหญ่ แวะมาดูแบบวาดของสโนว์บอลกันอย่างน้อยวันละครั้ง แม้กระทั่งแม่ไก่กับเป็ดก็มาดู แล้วก็ต้องระวังจนตัวโก่งที่จะไม่เหยียบย่างลงบนรอยชอล์ก มีเพียงนโปเลียนที่ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลย เพราะเขาประกาศตัวคัดค้านโรงสีลมตั้งแต่เริ่มแรก อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเขามาโดยไม่บอกกล่าวเพื่อตรวจสอบแผนผัง เขาเดินย่ำโครมๆ ไปรอบเพิงเล็งแลรายละเอียดของแผนผัง แล้วพ่นลมใส่ครั้งสองครั้ง ก่อนจะยืนนิ่งครู่หนึ่งพลางเพ่งพิจารณาดูมันจากหางตา จู่ๆ เขาก็ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่ง ฉี่รดแบบบนพื้น แล้วเดินออกไปโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ

ฟาร์มสัตว์เห็นแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องโรงสีลม สโนว์บอลเองไม่ปฏิเสธว่างานสร้างจะยุ่งยาก ต้องขนหินมาวางก่อเป็นผนังสี่ด้าน จากนั้นต้องทำใบกังหัน พอเสร็จแล้วจะต้องใช้ไดนาโมกับสายไฟ (สิ่งเหล่านี้จะจัดหามาอย่างไร สโนว์บอลไม่ได้กล่าวถึง) แต่เขาเขายืนยันว่า ทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี เขาประกาศว่า หลังจากนั้นจะประหยัดแรงงานได้มาก พวกสัตว์สามารถทำงานเพียงสัปดาห์ละสามวันเท่านั้น ฝ่ายนโปเลียนเถียงว่า ความจำเป็นยิ่งยวดในตอนนี้คือเพิ่มผลผลิตอาหาร หากมามัวเสียเวลากับโรงสีลม พวกเขาก็จะอดอาหารตายกันเสียก่อน พวกสัตว์จึงแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมีคำขวัญว่า “หนุนสโนว์บอลและการทำงานสัปดาห์ละสามวัน” ส่วนคำขวัญของอีกฝ่ายคือ “หนุนนโปเลียนกับรางหญ้าเต็มเปี่ยม” มีเพียงเบนจามินผู้เดียวที่ไม่ได้เข้ากับฝ่ายไหน เขาไม่เชื่อใครทั้งนั้น ทั้งฝ่ายที่บอกว่าอาหารจะมีเหลือเฟือ หรือฝ่ายที่บอกว่าโรงสีลมจะช่วยลดแรงงาน เขาพูดว่าถึงมีไม่มีโรงสีลม ชีวิตก็จะเป็นเช่นที่เคยเป็นมาเสมอ นั่นก็คือ ชีวิตที่เลวร้าย

นอกเหนือจากข้อขัดแย้งเรื่องโรงสีลมแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการป้องกันฟาร์มอีก พวกสัตว์ตระหนักดีเต็มหัวใจว่า ถึงแม้มนุษย์จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ที่เพิงโค พวกเขาอาจหาทางยึดฟาร์มกลับไปเป็นของนายโจนส์อีกครั้งด้วยวิธีที่เฉียบขาดกว่าเดิม และเหตุผลสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อข่าวการพ่ายแพ้นั้นแพร่กระจายไปในชนบท ก็ทำให้สัตว์ในฟาร์มใกล้เคียงดื้อดึงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สโนว์บอลกับนโปเลียนขัดแย้งกันอีกเช่นเคย ถ้าว่ากันตามนโปเลียนแล้ว สัตว์ทั้งหลายควรจะหาปืนมา และฝึกใช้ให้เป็น หากว่ากันตามสโนว์บอล พวกสัตว์จะต้องส่งนกพิราบออกไปให้มากขึ้นอีก เพื่อปลุกระดมให้สัตว์ในฟาร์มอื่น ๆ ทำการปฏิวัติ ฝ่ายหนึ่งอ้างเหตุผลว่า หากไม่สามารถป้องกันตัวเอง พวกเขาก็จะถูกโค่นลม อีกฝ่ายชูเหตุผลว่า หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง พวกเขาจะไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันตัวเองอีก ทีแรกพวกสัตว์รับฟังนโปเลียนก่อน แล้วหันไปฟังสโนว์บอล แล้วก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าฝ่ายไหนถูก อันที่จริง เวลารับฟังฝ่ายไหนพูด พวกเขาก็มักจะเห็นพ้องกับฝ่ายนั้นนั่นแหละ

ในที่สุดก็ถึงวันที่แผนผังโรงสีลมของสโนว์บอลจะเสร็จสมบูรณ์ ในการประชุมของวันอาทิตย์ถัดจากนั้น ประเด็นว่าจะเริ่มลงมือสร้างโรงสีลมถูกนำขึ้นมาขอมติ เมื่อพวกสัตว์มารวมตัวกันในโรงนาใหญ่พร้อมหน้า สโนว์บอลก็ลุกขึ้นยืนและชี้แจงเหตุผลที่ควรสนับสนุนการสร้างโรงสีลม แต่ถูกพวกแกะร้องขัดจังหวะเป็นครั้งคราว จากนั้นนโปเลียนก็ลุกขึ้นยืนเพื่อโต้ตอบ เขาพูดเสียงเบาว่า โรงสีลมเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ เขาขอแนะนำไม่ให้สนับสนุนการสร้าง พูดจบก็นั่งลงทันที เขาใช้เวลาพูดแค่สามสิบวินาที มิหนำซ้ำท่าทางดูจะไม่สนใจว่าผลจะเป็นอย่างไร สโนว์บอลรีบลุกขึ้นยืนทันควันและตะโกนบอกพวกแกะที่เริ่มร้องให้เงียบเสียง จากนั้นก็อ้อนวอนขอเสียงสนับสนุนอย่างเร่าร้อน ถึงตอนนี้พวกสัตว์แบ่งออกเป็นสองก๊กแทบจะเท่าๆ กัน แต่ลีลาโน้มน้าวใจของสโนว์บอลกลับทำให้พวกเขาคล้อยตามไปชั่วขณะ ด้วยถ้อยคำอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น สโนว์บอลได้วาดภาพให้เห็นถึงฟาร์มสัตว์เมื่องานต่ำทรามถูกปลดจากบ่าของพวกสัตว์ บัดนี้จินตนาการเพริดแพร้วของเขาไปไกลพ้นเครื่องตัดฟางและเครื่องสับหัวผักกาดเทอร์นิปไปแล้ว เขาพูดว่า ไฟฟ้าจะใช้เดินเครื่องนวดข้าว คันไถ คราด กลิ้ง รวมทั้งเครื่องเกี่ยวข้าวและเครื่องมัด แถมยังส่งไฟฟ้าไปสร้างแสงสว่างให้แก่ทุกคอกสัตว์ น้ำร้อนน้ำเย็น และเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า เมื่อสโนว์บอลพูดจบ ไม่เหลือข้อสงสัยอีกแล้วว่ามติจะโน้มไปทางใด ทว่าทันใดนั้นเองนโปเลียนลุกขึ้นยืนและเหลือบหางตามองสโนว์บอลอย่างประหลาด พลางร้องครางเสียงแหลมอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินจากปากเขามาก่อน

จากนั้นมีเสียงหอนน่าขนพองสยองเกล้าดังขึ้นด้านนอก และหมาเก้าตัวสวมปลอกคอปุ่มทองเหลืองกระโดดเข้ามาในโรงนา พวกมันกระโจนเข้าหาสโนว์บอล แต่เขากระโดดหลบเขี้ยวของพวกมันได้ชนิดเฉียดฉิว อึดใจต่อมาสโนว์บอลก็เผ่นออกประตูและหมาฝูงนั้นไล่ตามออกไป เหล่าสัตว์ที่เหลือทั้งประหลาดใจและหวาดกลัวจนพูดไม่ออก ได้แต่ออกันออกจากประตูเพื่อดูฉากวิ่งไล่ สโนว์บอลวิ่งสุดชีวิตไปตามทุ่งหญ้ายาวซึ่งทอดไปถึงถนน เขาวิ่งชนิดที่มีแต่หมูเท่านั้นที่จะวิ่งแบบนั้นได้ ทว่าฝูงหมาก็ตามมาติดๆ จู่ๆ เขาลื่นล้ม คิดในใจว่าคงเสียทีพวกมันแน่ แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นใหม่และวิ่งเร็วยิ่งกว่าครั้งใดที่ผ่านมา แล้วพวกหมาก็ไล่จี้เขามาอีกหนึ่งในนั้นเกือบจะงับเขี้ยวลงบนหางของเขาอยู่แล้ว แต่สโนว์บอลสะบัดหนีได้ทัน เขาโหมแรงเข้าไปอีก และพุ่งพรวดเข้าในช่องรั้วต้นไม้ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด จากนั้นมาก็ไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย

พวกสัตว์เดินกลับเข้าในฟาร์มด้วยอาการนิ่งอึ้งและหวาดผวา เดี๋ยวเดียวพวกหมาก็วิ่งกลับมา แรกทีเดียวไม่มีใครจินตนาการได้ว่าสัตว์ดุร้ายนี้มาจากไหน แต่ไม่ช้าข้อสงสัยก็คลี่คลาย พวกมันคือลูกหมาที่นโปเลียนแยกจากอกแม่หมาเอาไปเลี้ยงไว้นั่นเอง แม้จะยังไม่โตเต็มขนาด แต่ร่างใหญ่โต และท่าทางดุร้ายราวกับหมาป่าทีเดียว พวกมันคอยยืนอยู่ไม่ห่างนโปเลียน มีผู้สังเกตเห็นพวกมันกระดิกหางให้เขาแบบเดียวกับที่หมาของนายโจนส์กระดิกให้กับเจ้านาย

นโปเลียนกับฝูงหมาผู้ติดตาม ก้าวขึ้นสู่แท่นยกพื้นซึ่งเมเจอร์เคยกล่าวปาฐกถา เขาประกาศว่า นับจากวันนี้ การประชุมเช้าวันอาทิตย์จะไม่มีอีกต่อไป เพราะไม่จำเป็นแล้ว เขาบอกว่ามันเปลืองเวลาเปล่า ต่อไปนี้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับงานของฟาร์มจะมีคณะกรรมการพิเศษประกอบด้วยพวกหมูเป็นผู้ตัดสิน โดยตัวเขาเองดำรงตำแหน่งประธาน คณะกรรมการจะประชุมกันเป็นการลับ แล้วจะแจ้งการตัดสินใจให้สัตว์อื่นๆ ได้ทราบภายหลัง พวกสัตว์จะยังมารวมตัวกันในเช้าวันอาทิตย์เช่นเดิม เพื่อเคารพธงและร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ และรับคำสั่งประจำสัปดาห์ แต่ไม่มีการถกเถียงปัญหาอีกต่อไป

แม้จะไม่หายตกตะลึงกับเรื่องที่สโนว์บอลถูกขับจากฟาร์ม พวกสัตว์ก็ยังสะดุ้งโหยงเมื่อได้ฟังประกาศของนโปเลียน สัตว์จำนวนหนึ่งคงจะคัดค้านไปแล้วหากนึกหาคำโต้แย้งที่เหมาะสมได้ แม้กระทั่งบ็อกเซอร์ยังอดรู้สึกหนักใจเล็กน้อยไม่ได้ เขาทำหูลี่สะบัดผมหน้าม้าอยู่หลายครั้ง และพยายามอย่างหนักที่จะเรียบเรียงความคิดของตน แต่สุดท้ายก็คิดไม่ออกว่าควรพูดอะไร อย่างไรก็ตาม พวกหมูเองนั้นมีบางส่วนที่มีปากมีเสียง หมูเนื้อหนุ่มสี่ตัวแถวหน้าร้องเสียงแหลมคัดค้านออกมา ทั้งสู่ผุดลุกขึ้นยืนและพูดโดยไม่รั้งรอ แต่ทันใดนั้น หมาที่นั่งอยู่รอบตัวนโปเลียนเริ่มส่งเสียงคำรามขู่ขวัญเสียงต่ำลึก พวกหมูจึงเงียบเสียงและนั่งลงตามเดิม จากนั้นพวกแกะพากันตะเบ็งท่องคำขวัญ “สี่ขาดี สองขาเลว” ดังสนั่นเกือบสิบห้านาทีเต็ม เท่ากับปิดโอกาสไม่ให้มีการโต้เถียงใดๆ อีก

หลังจากนั้น สควีลเลอร์ถูกส่งให้ไปอธิบายระเบียบใหม่กับสัตว์อื่นๆ ในฟาร์ม

“สหาย” เขาพูด “ฉันมั่นใจว่า สัตว์ทุกตัวที่นี่คงจะซาบซึ้งในการเสียสละตัวเองของสหายนโปเลียนกันดี สหายอย่าได้คิดว่า เป็นหัวหน้าเป็นความเพลิดเพลินเจริญใจเป็นอันขาด ตรงกันข้าม มันคือความรับผิดชอบหนักหน่วงลึกซึ้ง ไม่มีใครเชื่อมั่นในหลักการ ‘สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน’ แน่นแฟ้นยิ่งไปกว่าสหายนโปเลียนอีกแล้ว เขาแสนจะยินดีที่จะปล่อยให้พวกท่านตัดสินใจเรื่องราวกันด้วยตัวเอง แต่สหาย บางครั้งพวกท่านย่อมตัดสินใจผิดพลาด ถึงตอนนั้นพวกเราจะเป็นอย่างไรเล่า สมมติว่าพวกท่านตัดสินใจเชื่อเรื่องโรงสีลมเหลวไหลของสโนว์บอลและตามเขาไปเล่า ทั้งที่เราก็รู้กันแล้วว่าเขาเป็นแค่อาชญากร” “เขาสู้ห้าวหาญในสมรภูมิรบที่เพิงโคนะ” ใครตัวหนึ่งพูดขึ้น

“เพียงแค่ห้าวหาญยังไม่พอ” สควีลเลอร์กล่าว “ความจงรักภักดีและการเชื่อฟังสิสำคัญกว่า ถ้าจะว่ากันเรื่องสมรภูมิรบที่เพิงโค ฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นกันว่า บทบาทของสโนว์บอลถูกแต่งแต้มจนเกินเลยไปมาก วินัยต่างหาก สหาย วินัยดุจเหล็ก นั่นคือหลักสำคัญของวันนี้ ก้าวพลาดก้าวเดียว ศัตรูของเราก็จะถึงตัวเรา แน่นอน สหาย พวกท่านคงไม่ต้องการให้โจนส์กลับมาหรอก”

อีกครั้งหนึ่งที่ไม่มีใครตอบโต้เหตุผลข้อนี้ได้ แน่นอนอยู่แล้ว พวกสัตว์ไม่ต้องให้โจนส์กลับมา หากการยอมให้มีการถกเถียงในเช้าวันอาทิตย์เป็นสิ่งที่นำเขากลับมา ถ้าเช่นนั้นการถกเถียงก็มีไม่ได้ บ็อกเซอร์นั้นบัดนี้ได้ใคร่ครวญทุกสิ่งดีแล้ว จึงกล่าวแทนความรู้สึกของสัตว์ทั้งหมดว่า “หากสหายนโปเลียนพูดเช่นนั้น มันย่อมถูกต้อง” นับจากนั้นมาเขาได้รับเอาคำขวัญใหม่ “นโปเลียนถูกเสมอ” มาเพิ่มเติมจากคำขวัญประจำใจที่ว่า “ฉันจะทำงานให้มากขึ้น”

ช่วงนั้นอากาศเริ่มเปลี่ยน งานไถในฤดูใบไม้ผลิได้เริ่มขึ้นแล้ว เพิงที่สโนว์บอลเคยวาดแบบผังโรงสีลมถูกปิดตาย และคาดเดากันว่าผังนั้นคงถูกลบไปแล้ว ทุกเช้าวันอาทิตย์เวลาสิบนาิกา พวกสัตว์จะรวมตัวกันในโรงนาใหญ่เพื่อรับคำสั่งของสัปดาห์นั้น กะโหลกศีรษะของเฒ่าเมเจอร์ซึ่งไม่มีเนื้อเหลือติดอยู่อีก ถูกขุดขึ้นจากสวนผลไม้ นำมาตั้งไว้บนตอไม้ที่ฐานเสาธงเคียงข้างๆ กับปืน หลังจากเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว พวกสัตว์จะต้องเดินเรียงแถวผ่านหัวกะโหลกนั้นเพื่อแสดงความเคารพก่อนจะเข้าสู่โรงนา เดี๋ยวนี้พวกสัตว์ไม่ได้นั่งรวมกันทั้งหมดเช่นแต่ก่อนแล้ว นโปเลียนกับสควีลเลอร์ และหมูอีกตัวชื่อมินิมัสผู้มีพรสวรรค์น่าทึ่งด้านการแต่งเพลงและบทกวี นั่งหน้ายกพื้น โดยมีลูกหมารุ่นๆ เก้าตัวล้อมรอบเป็นครึ่งวงกลม และหมูที่เหลือนั่งด้านหลัง พวกสัตว์อื่นๆ นั่งในโรงนาหันหน้าไปหาพวกเขา นโปเลียนจะอ่านคำสั่งประจำสัปดาห์ด้วยเสียงห้าวขึงขังเยี่ยงทหาร หลังจากร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ หนึ่งจบ พวกสัตว์ก็แยกย้ายกันไป

วันอาทิตย์ที่สามหลังสโนว์บอลถูกเนรเทศ พวกสัตว์ออกจะประหลาดใจเมื่อได้ยินนโปเลียนประกาศว่า โรงสีลมจะถูกสร้างขึ้นในที่สุด เขาไม่ได้เหตุผลใดๆ ว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ หากเตือนพวกสัตว์ไว้ว่า งานที่เพิ่มมาแปลว่าทั้งหมดต้องทำงานหนักหนาสาหัส และอาจจำเป็นต้องลดปันส่วนอาหารลงด้วย อย่างไรก็ตาม แผนผังนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วทุกรายละเอียด คณะกรรมการพิเศษของพวกหมูได้ลงมือทำกันมาตลอดสามสัปดาห์ การสร้างโรงสีลมพร้อมกับสิ่งต่อเติมต่างๆ หลายอย่าง คาดว่าจะใช้เวลาสองปี

เย็นวันนั้น สควีลเลอร์ไปอธิบายกับสัตว์อื่นๆ เป็นการเฉพาะว่า แท้จริงนโปเลียนไม่เคยคัดค้านเรื่องโรงสีลม ตรงกันข้าม เขานี่เองที่สนับสนุนให้สร้างตั้งแต่เริ่ม และแผนผังซึ่งสโนว์บอลวาดไว้บนพื้นโรงฟักไข่นั้น ความจริงได้ถูกขโมยมาจากกองกระดาษของนโปเลียน แท้จริงแล้ว โรงสีลมเป็นการสรรค์สร้างของนโปเลียนเอง มีเสียงหนึ่งถามขึ้นว่า แล้วทำไมเมื่อก่อนนโปเลียนถึงได้คัดค้านแข็งขันนัก สควีลเลอร์ทำหน้ามีลับลมคมนัย ก่อนชี้แจงว่า นั่นเป็นไหวพริบของสหายนโปเลียน ที่เขาทำให้ดูเหมือนคัดค้านโรงสีลม เป็นเพียงวิถีทางกำจัดสโนว์บอล ผู้เป็นตัวอันตรายและชี้นำผิดๆ ทีนี้เมื่อสโนว์บอลพ้นทางไปแล้ว แผนการย่อมสามารถดำเนินต่อไปโดยไม่มีผู้ยื่นมือมาแทรกแซง สควีลเลอร์บอกอีกว่า สิ่งนี้เองที่เรียกว่ากลยุทธ์ เขาพูดซ้ำคำนี้หลายครั้ง “กลยุทธ์ สหายกลยุทธ์” พลางกระโดดไปรอบๆ และสะบัดหาง พร้อมกับหัวเราะเริงร่า พวกสัตว์ไม่แน่ใจหรอกว่าคำนี้มีความหมายว่ากระไร ทว่าสควีลเลอร์พูดจาได้น่าคล้อยตาม มิหนำซ้ำหมาสามตัวซึ่งบังเอิญตามมาด้วยก็คำรามอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงยอมรับคำชี้แจงโดยไม่ถามต่อให้มากความ

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics

Jun.15

Animal Farm: Chapter 4

ในปลายฤดูร้อนนั้น เรื่องราวที่เกิดในฟาร์มสัตว์ได้แพร่กระจายไปครึ่งค่อนประเทศ ทุกวันสโนว์บอลกับนโปเลียนจะส่งฝูงนกพิราบออกไป พร้อมกับคำสั่งให้ไปแฝงตัวเข้ากับสัตว์ในฟาร์มใกล้เคียง แล้วบอกเล่าเรื่องการปฏิวัติ และสอนให้พวกสัตว์ร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังฤษ

ช่วงระยะนี้ส่วนใหญ่นายโจนส์จะนั่งอยู่ในร้านเหล้าสิงโตแดงที่วิลลิงดัน เจอใครก็บ่นรำพันเรื่องความไม่ยุติธรรมอันโหดร้ายที่เขาถูกพวกสัตว์ไร้ค่าขับไล่ออกจากฟาร์มของตัวเอง พวกเจ้าของฟาร์มคนอื่นๆ ฟังแล้วก็เห็นใจไปตามหลัก แต่ทีแรกไม่ได้ช่วยเหลืออะไรแกนัก ในใจลึกๆ คนเหล่านี้สงสัยว่า ตนจะสามารถใช้เคราะห์ร้ายของโจนส์ให้เป็นผลดีกับตนเองได้หรือไม่ โชคดีว่าเจ้าของฟาร์มที่อยู่ติดกับฟาร์มสัตว์ทั้งสองนั้นเกลียดขี้หน้ากันทั้งปี ฟาร์มหนึ่งชื่อฟอกซ์วูด เป็นฟาร์มแบบเก่าล้าสมัย กว้างขวาง ซึ่งเจ้าของละเลยไม่ใส่ใจ ปล่อยให้กลายเป็นป่ารก ทุ่งหญ้าค่อยๆ หมดไป และรั้วต้นไม้ก็ซอมซ่อน่าอาย เจ้าของชื่อพิลคิงตัน เป็นสุภาพบุรุษชาวไร่รักสบาย ผู้นิยมออกไปตกปลาหรือไม่ก็ล่าสัตว์แล้วแต่ฤดูกาล ส่วนอีกฟาร์มนั้นชื่อพินช์ฟีลด์ ซึ่งเล็กกว่าและเจ้าของคือเฟรดเดอริกเอาใจใส่ดีกว่า เฟรดเดอริกเป็นชายร่างบึกบึน สุขุมรอบคอบ มีเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลตลอดศก และขึ้นชื่อเรื่องไม่ยอมเสียเปรียบใคร สองคนนี้เกลียดขี้หน้ากันถึงขนาดแทบจะพูดจาตกลงอะไรกันไม่ได้ ต่อให้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองก็เถอะ

ถึงกระนั้น ทั้งคู่หวาดผวาขวัญหนีดีฝ่อกับการปฏิวัติที่ฟาร์มสัตว์เหมือนกัน และคิดตรงกันว่า จะต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้สัตว์ในฟาร์มตนรู้ข่าว ทีแรกต่างก็ปั้นหน้าหัวเราะเย้ยหยันว่าสัตว์น่ะรึจะจัดการงานฟาร์มกันเองได้ แถมยังทำนายด้วยว่า อีกสักครึ่งเดือนก็คงหมดปัญญา ทั้งสองปล่อยข่าวลือด้วยว่า พวกสัตว์ที่ฟาร์มแมเนอร์ (ทั้งคู่ยืนกรานเรียกว่าฟาร์มแมเนอร์ ด้วยต่างรับไม่ได้กับชื่อ “ฟาร์มสัตว์”) เอาแต่ทะเลาะกันเอง และอดอยากใกล้ตายกันเต็มทีแล้ว ผ่านไปสักพัก เมื่อปรากฏว่าพวกสัตว์ไม่ได้อดตาย เฟรเดอริกกับพิลกิงตันก็เปลี่ยนกลยุทธ์ หันไปคุยเรื่องฟาร์มสัตว์เป็นแหล่งซ่องสุมความเลวทรามโหดร้าย บอกใครต่อใครว่าสัตว์ในฟาร์มนั้นกินกันเอง ทรมานกันด้วยเกือกม้าเผาไฟจนร้อนแดง สมสู่กับตัวเมียของกันและกัน บอกว่า นี่แหละผลของการล้มล้างกฎ
ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้ฟังไม่ได้ปักใจเชื่อข่าวลือเหล่านี้ เรื่องที่เล่ากันปากต่อปากเกี่ยวกับฟาร์มอันแสนสุข มนุษย์ถูกขับไล่ และสัตว์จัดการงานกันเองยังคงแพร่สะพัดไป โดยถูกบิดผันไปต่างๆ นานาจนไม่รู้แน่ชัด กระแสการลุกฮือปฏิวัติแล่นไปทั่วในชนบทตลอดทั้งปีนั้น จู่ ๆ วัวตัวผู้ที่เคยหัวอ่อนกลับเปลี่ยนเป็นดุร้าย แพะพังคอกออกไปตะลุยกินถั่วโคลเวอร์ แม่วัวก็เตะถังนม ม้าล่าสัตว์ไม่ยอมอยู่ในคอกและสลัดคนขี่ลอยไปตกข้ามคอก ที่สำคัญคือ ทำนองรวมถึงเนื้อร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ เป็นที่รู้จักไปทั่ว มันแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ พวกมนุษย์ที่ได้ยินเพลงนี้ล้วนอดเดือดดาลไม่ได้ แม้จะหลอกตัวเองโดยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องน่าขันก็ตาม พวกเขาพูดว่า ไม่เข้าใจเลยว่าทนร้องเพลงเหลวไหลน่าขยะแขยงนั้นได้อย่างไร ต่อให้เป็นสัตว์ก็เถอะ สัตว์ตัวใดที่ร้องเพลงนี้ให้ได้ยินจะถูกเฆี่ยนตรงนั้นเลย ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งเพลงนี้ได้ นกแบล็กเบิร์ดร่ำร้องกันที่รั้วต้นไม้ นกพิราบขับขานอยู่บนต้นเอลม์ มันดังคลอประสานไปกับเสียงปังๆ จากโรงตีเหล็ก และเสียงระฆังโบสถ์แว่วกังวาน เมื่อใดที่ได้ยินเสียงเพลงมนุษย์ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านอยู่ในใจลึกๆ เพราะสิ่งที่ได้ยินแฝงอยู่ในนั้นคือ คำทำนายแห่งวาระสุดท้ายของตนเอง

ล่วงต้นเดือนตุลาคม ข้าวโพดตัดเสร็จแล้วถูกวางกองซ้อนเป็นชั้นๆ บางส่วนก็นวดเสร็จแล้ว นกพิราบฝูงหนึ่งบินร่อนปั่นป่วนด้วยอาการตื่นตกใจลงมาที่สวนของฟาร์มสัตว์ โจนส์กับพวกพร้อมกับคนอีกครึ่งโหลจากฟอกซ์วูดและพินช์ฟีลด์ ผ่านประตูไม้ห้าท่อนมาแล้วและกำลังเดินมาตามทางรถม้าตรงมายังฟาร์ม ทุกคนมีไม้ประจำกาย ยกเว้นโจนส์ผู้เดินนำขบวนพร้อมกับปืนในมือเห็นชัดๆ ว่าพวกเขากำลังจะมายึดฟาร์มคืน

พวกสัตว์รู้มานานแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง และได้เตรียมการไว้ทุกอย่าง สโนว์บอลได้ศึกษาหนังสือเก่าว่าด้วยยุทธวิธีของจูเลียส ซีซาร์ซึ่งเจอในบ้าน เขาจึงเป็นหัวหน้าปฏิบัติการป้องกันครั้งนี้ เขาออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจต่อมาสัตว์ทุกตัวก็เข้าประจำตำแหน่งของตน

ขณะพวกมนุษย์เข้ามาใกล้โรงเรือนในฟาร์ม สโนว์บอลก็สั่งการโจมตีชุดแรก นกพิราบทั้งหมดร่วมสามสิบห้าตัว บินปร๋อไปมาเหนือหัวพวกมนุษย์แล้วอึรด ระหว่างที่พวกมนุษย์รับมือกับอึพวกนี้ ฝูงห่านที่ซุ่มอยู่หลังรั้วต้นไม้ก็วิ่งกรูออกมาจิกน่องมนุษย์อย่างเหี้ยมเกรียม ทว่านี่เป็นเพียงการต่อสู้แบบเล็กน้อยประปราย หมายจะกวนให้ปั่นป่วนเสียระเบียบ พวกมนุษย์จึงใช้ไม้ไล่ห่านกระเจิงไปโดยง่ายดาย มิวเรียล เบนจามิน และแกะทั้งหมด โดยมีสโนว์บอลเป็นหัวหอก วิ่งเข้าไปล้อมแทงและขวิดมนุษย์จากทุกด้าน ส่วนเบนจามินหันไปรอบๆ เตะคนด้วยกีบเท้าเล็กๆ แต่พวกผู้ชายซึ่งมีไม้กับรองเท้าบู๊ตพื้นตะปูยังคงแข็งแกร่งเกินกว่าพวกสัตว์จะต้านทาน และจู่ๆ เมื่อมีเสียงร้องอู๊ดอันเป็นสัญญาณถอยจากสโนว์บอล สัตว์ทุกตัวก็ผละหันหลังกลับและหนีเข้าประตูสู่ลานบ้าน

พวกมนุษย์พากันโห่ร้องลั่นยินดี เพราะคิดไปเองตามที่เห็นว่าศัตรูได้แตกตื่นวิ่งหนี จึงแยกย้ายวิ่งไล่ตามกันตามใจชอบ นี่เองที่สโนว์บอลต้องรอคอยอยู่ ทันทีที่พวกมนุษย์เข้ามาในลานหมด ม้าสามตัว แม่วัวสามตัว กับหมูที่เหลือซึ่งซุ่มรออยู่ในโรงวัวก็โผล่ออกมาด้านหลัง และล้อมไว้ สโนว์บอลให้สัญญาณจู่โจมอีกครั้ง ส่วนตัวเขากระโจนตรงเข้ามาหาโจนส์โดยเฉพาะ โจนส์แลเห็นและยกปืนขึ้นประทับยิง กระสุนลูกปรายเฉียดหลังสโนว์บอลจนได้เลือด และแกะตัวหนึ่งตายสนิท แต่กระสุนหยุดสโนว์บอลไว้ไม่ได้ สโนว์บอลพุ่งร่างร่วมร้อยกิโลกรัมของเขาไปชนขาของโจนส์เต็มเหนี่ยว ร่างโจนส์ลอยละลิ่วไปตกลงบนกองมูลสัตว์ ปืนกระเด็นหลุดจากมือ แต่ภาพน่าตกใจเหนืออื่นใดคือบ็อกเซอร์ที่ยืนด้วยขาหลัง และเตะถีบด้วยเกือกม้าเหล็กราวกับม้าตัวผู้ที่ยังไม่ตอน หนแรกก็เข้าที่หัวของเด็กเลี้ยงม้าจากฟอกซ์วูด ส่งเขาลงไปนอนเหยียดยาวไร้ชีวิตในหลุมโคลน พอเห็นอย่างนั้นพวกมนุษย์หลายคนก็ทิ้งไม้และพยายามวิ่งหนี ทุกคนเริ่มลนลาน อึดใจต่อมาสัตว์ทั้งหมดก็ช่วยกันวิ่งไล่มนุษย์ไปรอบๆ ลาน ทั้งแทง แตะ กัด ย่ำไม่ละเว้น ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ไม่ลงมือแก้แค้นด้วยวิถีของตน แม้กระทั่งเจ้าแมว จู่ๆ ก็กระโดดแผล็วจากหลังคาลงมาเกาะบ่าคนเลี้ยงโคและฝังกรงเล็บลงที่คอชายเคราะห์ร้าย จนเขาร้องโหยหวนอย่างสยดสยอง วูบหนึ่งที่มีช่องโหว่ พวกมนุษย์พร้อมใจกันเผ่นออกจากสวนและห้อแน่บไปยังถนนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ภายในห้านาทีของการบุกกวาดล้างของพวกเขาก็จบลงด้วยการล่าถอยอย่างน่าอับอาย เข้าทางไหนก็ออกทางนั้น โดยมีฝูงห่านวิ่งไล่ตาม ทั้งขู่และจิกน่องไปด้วยตลอดทาง

ทุกคนหนีกลับไปหมดยกเว้นคนหนึ่ง ที่ลานบ็อกเซอร์กำลังใช้เท้าดุนเด็กเลี้ยงม้าที่นอนคว่ำหน้าบนโคลน เพื่อจะพลิกร่างเขาขึ้น แต่เด็กหนุ่มแน่นิ่งไม่ไหวติง

“เขาตายเสียแล้ว” บ็อกเซอร์พูดเสียงโศกเศร้า “ฉันไม่ตั้งใจจะให้เขาตายเลยนะ ฉันลืมว่าใส่เกือกม้าเหล็กอยู่ ใครเลยจะเชื่อว่า ฉันไม่ได้ตั้งจะฆ่าเขา”

“สหายหยุดฟูมฟายได้แล้ว” สโนว์บอลซึ่งเลือดยังหยดติ๋งจากบาดแผลร้องขึ้น “นี่ล่ะสงคราม มนุษย์ที่ดีคือมนุษย์ที่ตายแล้วเท่านั้น”

“ฉันไม่อยากฆ่าใครนี่ ถึงจะเป็นมนุษย์ก็เถอะ” บ็อกเซอร์ยืนกรานเช่นเดิม น้ำตาเอ่อท้นสองตา

“มอลลีอยู่ไหน” มีเสียงร้องถามขึ้นมา

มอลลีหายไปจริงๆ พวกสัตว์พากันแตกตื่น กลัวไปว่าพวกมนุษย์อาจจะทำร้ายหล่อนเข้า หรืออาจจะพาตัวหล่อนไปแล้ว แต่ตอนหลังก็พบมอลลีซ่อนอยู่ในคอก เอาหัวซุกอยู่ในรางหญ้า หล่อนวิ่งหนีมาทันทีที่ปืนลั่น หลังจากหามอลลีเจอแล้ว พวกสัตว์ก็กลับไปที่ลาน และพบว่าเด็กเลี้ยงม้าฟื้นขึ้นและเผ่นหนีไปแล้ว ความจริงเขาแค่ช็อกสลบไปเท่านั้นเอง

ขณะนี้พวกสัตว์มารวมตัวกันด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีด ต่างก็แข่งกันเล่าถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของตนในการรบกันสุดเสียง และมีการจัดงานฉลองความสำเร็จโดยไม่ต้องตระเตรียม ธงถูกชักขึ้นยอดเสา และร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ ซ้ำๆ จากนั้นก็มีพิธีศพเป็นการเป็นงานของแกะตัวที่ตาย โดยปลูกต้นฮอร์ทอร์นไว้บนหลุมศพ สโนว์บอลกล่าวปราศรัยสั้นๆ ข้างหลุมฝังศพเพื่อเน้นย้ำให้สัตว์ทุกตัวเห็นความจำเป็นว่า หากถึงคราวก็ต้องยินดีพลีชีพเพื่อฟาร์มสัตว์

พวกสัตว์ลงมติเอกฉันท์ให้สร้างเหรียญตราเกียรติยศทางการทหารขึ้น ชื่อว่า “วีรบุรุษแห่งสัตว์ ชั้นที่หนึ่ง” และมอบให้แก่สโนว์บอลกับบ็อกเซอร์เดี๋ยวนั้นเลย ทำจากเหรียญทองเหลือง (ความจริงเป็นตราทองเหลืองเก่าประดับอานม้า ซึ่งไปเจอเข้าในห้องเก็บบังเหียน) สำหรับไว้ใส่ประดับในวันอาทิตย์และวันหยุด และยังมี “วีรบุรุษแห่งสัตว์ ชั้นที่สอง” มอบให้แก่แกะผู้วายชนม์

หลังจากถกเถียงกันยืดยาวว่าควรเรียกการต่อสู้ครั้งนี้เช่นไร ก็ได้ชื่อมาว่า สมรภูมิรบที่เพิงโค เพราะเหตุว่าหน่วยซุ่มโจมตีพุ่งออกมาจากเพิงโค ปืนของนายโจนส์ถูกพบตกอยู่ในโคลน และพวกสัตว์รู้ว่ามีกระสุนสำรองอยู่ในบ้าน จึงตกลงกันว่าจะวางปืนไว้ตรงพื้นเสาธง ให้เป็นคล้ายปืนใหญ่ และจะยิงปืนปีละสองครั้ง ครั้งหนึ่งในวันที่สิบสองเดือนตุลาคม เพื่อเฉลิมฉลองสมรภูมิรบที่เพิงโค กับอีกครั้งในวันกลางฤดูร้อน ฉลองวันปฏิวัติ

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm,Politics

Jun.09

Animal Farm: Chapter 3

พวกสัตว์ตั้งใจทำงานอย่างหนักและเหนื่อยยากเพื่อให้ได้หญ้า และก็ได้รางวัลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อย เพราะเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเกินกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ

บางครั้งงานก็ยากเย็นเข็ญใจ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ทำไว้สำหรับมนุษย์ มิใช่สัตว์ อุปสรรคใหญ่อยู่ตรงที่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถใช้เครื่องมือที่ต้องยืนด้วยสองขาหลัง แต่พวกหมูก็ฉลาดพอจะหาวิธีแก้ปัญหาไปได้ทุกเรื่อง ส่วนม้าทั้งสองตัวนั้นรู้จักทุ่งนี้ทุกตารางนิ้ว แถมยังเก่งเรื่องงานลากและกวาดยิ่งกว่าโจนส์กับคนงานเสียอีก พวกหมูไม่ต้องลงมือทำงานจริงๆ หากแต่คอยกำกับดูแลพวกที่เหลือ ด้วยความรู้ที่มีมากกว่า จึงเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พวกมันจะวางตัวเป็นผู้นำ บ็อกเซอร์กับโคลเวอร์เอาเครื่องตัดหรือคราด (แน่ล่ะ ถึงวันนี้ไม่ต้องใช้เหล็กสวมปากหรือสายบังเหียนแล้ว) มาเทียมเข้ากับตัว แล้วเดินย่ำวนรอบทุ่งรอบแล้วรอบเล่า โดยมีหมูตัวใดตัวหนึ่งเดินตามหลัง คอยร้องว่า “เอ้า สหาย ฮุยเลฮุย” หรือ “เอ้าสหายถอยหลังหน่อย” ตามแต่กรณี และสัตว์ทุกตัวไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อยเพียงไร ต่างก็ช่วยกันเกี่ยวหญ้าคนละไม้ละมือและนำมากองรวมไว้ แม้กระทั่งเป็ดและแม่ไก่ก็ช่วยคาบหญ้ามัดเล็กๆ ไปรวมไว้ และเดินไปเดินมากลางแดดทั้งวัน ในที่สุดพวกสัตว์ก็เกี่ยวหญ้าเสร็จ เร็วกว่าที่โจนส์กับคนงานเคยทำถึงสองวันยิ่งกว่านั้นยังเกี่ยวหญ้าได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟาร์มนี้ ไม่มีหญ้าสักเส้นที่ถูกทิ้งเรี่ยราด แม่ไก่และเป็ดตาดีต่างไปคาบมาหมดไม่เว้นแม้แต่เส้นเดียว แถมไม่มีสัตว์ตัวใดแอบขโมยกินหญ้าอีกด้วย

ตลอดหน้าร้อนนั้น งานในฟาร์มมีต่อเนื่องไม่ได้หยุดหย่อน พวกสัตว์ต่างมีชีวิตหรรษาชนิดที่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน อาหารแต่ละคำที่กินล้วนแล้วแต่ให้ความรื่นรมย์ลึกล้ำ เพราะเป็นอาหารของพวกมันเอง ผลิตขึ้นเองเพื่อตนเอง ไม่ได้มาจากเจ้านายขี้ตืดผู้เจียดให้แบบไม่เต็มใจ เมื่อมนุษย์ไร้ค่าซึ่งเป็นดั่งเหลือบเกาะกินไม่อยู่แล้ว อาหารจึงมีเหลือเฟือให้สัตว์ทุกตัวกิน และมีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้นด้วย ถึงแม้พวกสัตว์จะไม่เคยชินกันมาก่อนก็ตาม แต่ที่พบความยุ่งยากก็มีไม่น้อย เช่น ตอนปลายปีที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดพวกสัตว์เคยใช้วิธีนวดข้าวโพดแบบโบราณ และใช้ปากเป่าร่อนเปลือกข้าวโพดออกไป เนื่องจากฟาร์มไม่มีเครื่องนวด แต่ด้วยความฉลาดของพวกหมู และพละกำลังล้นเหลือของบ็อกเซอร์ จึงทำงานได้จนสำเร็จ บ็อกเซอร์กลายเป็นที่ชื่นชมยกย่องของใครต่อใคร สมัยโจนส์ยังอยู่เขาก็ขยันขันแข็ง ตอนนี้เขายิ่งดูราวกับเป็นม้าสามตัวอยู่ในตัวเดียว บางครั้งบางคราวจึงดูราวกับว่างานทั้งหมดของฟาร์มแบกอยู่บนบ่าอันทรงพลังของเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาฉุดลากดันตั้งแต่เช้าจดค่ำ งานใดยากลำบากที่สุดเป็นต้องเห็นบ็อกเซอร์อยู่ตรงนั้น เขาได้นัดแนะไว้กับไก่โต้งตัวหนึ่งให้ปลุกเขาก่อนสัตว์อื่นๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อจะอาสาใช้แรงกายทำงานใดก็ตามที่จำเป็นมากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มงานประจำวันตามปกติ คำตอบของเขาสำหรับทุกปัญหา ทุกอุปสรรคคือ “ฉันจะขยันทำงานให้มากขึ้นอีก” จนกลายเป็นคติประจำใจของบ็อกเซอร์ไปแล้ว

แต่สัตว์อื่นๆ ที่เหลือก็ทำงานตามกำลังของตน อย่างพวกเป็ดไก่ก็ช่วยเก็บเมล็ดข้าวที่ตกหล่นอยู่ตามพื้น รวมแล้วได้ข้าวโพดเพิ่มมาถึงห้าถัง ไม่มีใครลักขโมย ไม่มีใครบ่นไม่พอใจอาหารส่วนที่ได้มา การทะเลาะเบาะแว้ง กัดกัน และอิจฉาริษยากันตามธรรมดาของชีวิตสัตว์สมัยก่อนแทบจะหายไปหมดไม่เหลือ ไม่มีใครเลี่ยงงาน หรือพูดให้ถูกคือ เกือบไม่มีใครเลี่ยง จริงอยู่ว่ามอลลีไม่เอาไหนเรื่องตื่นเช้า และมักจะเลิกงานไวโดยอ้างว่ามีก้อนกรวดติดกีบเท้า ส่วนพฤติกรรมของแมวก็ออกจะพิลึกพิลั่น ไม่ช้าก็มีผู้สังเกตว่าเวลามีงานใด เป็นต้องหาตัวแมวไม่เจอเสมอ หล่อนจะหายไปเป็นชั่วโมงๆ แล้วกลับมาอีกทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนได้เวลาอาหาร หรือตอนเย็นหลังงานเลิก แต่หล่อนก็มีข้ออ้างชั้นเยี่ยมทุกครั้ง แถมยังร้องเมี้ยวๆ อย่างน่ารัก จนใคร ๆ ไม่อาจเคลือบแคลงในเจตนาดีของหล่อนได้ ส่วนลาเฒ่าเบนจามินดูจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่การปฏิวัติ แกยังคงดื้อดึงทำงานช้าอย่างที่เคยเป็นสมัยที่โจนส์อยู่ ไม่เคยเลี่ยงงาน แต่ก็ไม่อาสาทำงานเพิ่ม และไม่เคยเอ่ยแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการปฏิวัติและผลที่ตามมา เมื่อมีใครถามว่า แกไม่สบายขึ้นหรอกหรือเมื่อไม่มีโจนส์แล้ว แกมักตอบว่า “ลาเป็นสัตว์อายุยืน พวกเจ้าไม่มีใครเคยเห็นลาตายหรอก” ตัวที่ถามจำต้องยินยอมรับคำตอบปริศนานี้แต่โดยดี

ทุกวันอาทิตย์จะไม่มีการทำงาน และพวกสัตว์จะกินอาหารเช้าสายกว่าวันปกติหนึ่งชั่วโมง หลังอาหารเช้าเป็นเวลาสำหรับพิธีซึ่งมีขึ้นทุกสัปดาห์ไม่มีเว้น แรกสุดคือเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา สโนว์บอลไปพบผ้าปูโต๊ะสีเขียวผืนเก่าของนางโจนส์เข้าในห้องเก็บบังเหียน เขาวาดรูปกีบเท้ากับเขาสัตว์สีขาวลงบนผ้าดังกล่าว และธงถูกชักขึ้นยอดเสาในสวนของบ้านทุกเช้าวันอาทิตย์ สโนว์บอลอธิบายว่า ธงเป็นสีเขียวสื่อถึงทุ่งเขียวขจีของประเทศอังกฤษ ส่วนกีบเท้ากับเขาสัตว์นั้นแทนอนาคต ‘รัฐแห่งสัตว์’ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกล้มล้างสิ้นซากไปในที่สุด เมื่อธงขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว สัตว์ทุกตัวจะเดินออเข้าในโรงนาหลังใหญ่เพื่อเข้าชุมนุมสามัญซึ่งเรียกกันว่า การประชุม มีการวางแผนงานในสัปดาห์ต่อไป รวมทั้งเสนอญัตติและอภิปรายลงมติในเรื่องต่างๆ ผู้เสนอญัตติก็ไม่มีใครนอกจากพวกหมู สัตว์อื่นๆ นั้นเข้าใจวิธีลงคะแนนเสียงอยู่หรอก แต่ครั้นจะให้เสนอญัตติเองกลับคิดไม่ออก เท่าที่ผ่านมาสโนว์บอลกับนโปเลียนจึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการอภิปราย แต่เป็นที่สังเกตว่าทั้งคู่ไม่ค่อยจะเห็นลงรอยกันนัก ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งเสนออะไรมา อีกฝ่ายเป็นต้องคัดค้านร่ำไป แม้กระทั่งตอนที่ลงมติกันในเรื่องที่ไม่มีใครสามารถแย้งได้ว่า จะจัดทุ่งหญ้าล้อมคอกหลังสวนผลไม้ไว้เป็นที่พักผ่อนสำหรับสัตว์ที่ล่วงพ้นวัยทำงาน ก็มีการถกเถียงเผ็ดร้อนรุนแรงเกี่ยวกับอายุเกษียณสำหรับสัตว์ระดับต่างๆ โดยจะปิดท้ายชุมนุมด้วยการร้องเพลง ผองสัตว์แห่งอังกฤษ เสมอ ส่วนช่วงบ่ายวันอาทิตย์นั้นเป็นเวลาสำหรับพักผ่อน

พวกหมูได้จัดห้องเก็บบังเหียนเป็นกองบัญชาการของตน ยามค่ำคืน พวกเขาจะศึกษางานช่างเหล็ก ช่างไม้ และงานช่างอื่นๆ ที่จำเป็นจากหนังสือซึ่งนำออกมาจากบ้าน และสโนว์บอลก็จะยุ่งวุ่นวายโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการรวบรวมสัตว์อื่นๆ ขึ้นเป็น ‘คณะกรรมการสัตว์’ ตามคำเรียกขานของเขา เขาจัดตั้งคณะกรรมการผลิตไข่ขึ้นสำหรับพวกไก่ สมาคมหางสะอาดสำหรับวัว คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาแห่งสหายสัตว์ป่า (วัตถุประสงค์คือเพื่อฝึกหนูกับกระต่ายให้เชื่อง) กลุ่มขนขาวสำหรับพวกแกะ และอื่นๆ อีกมาก ยังไม่นับการจัดให้มีชั้นเรียนเขียนอ่านขึ้นในตอนค่ำ ซึ่งโดยรวมแล้วโครงการเหล่านี้ล้วนแต่ล้มเหลว เช่น ความพยายามทำให้สัตว์ป่าเชื่องต้องเลิกล้มกลางคัน เพราะสัตว์ป่ายังคงทำตัวแทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง ใครไปใจดีด้วยพวกมันก็กลับฉวยโอกาสเอาเปรียบ แมวเข้าร่วมคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาใหม่อย่างแข็งขันได้หลายวัน วันหนึ่งมีผู้เห็นหล่อนนั่งคุยกับพวกนกกระจอกซึ่งสูงเกินเอื้อมบนหลังคา หล่อนคุยให้นกฟังว่า สัตว์ทั้งหลายบัดนี้ล้วนแต่เป็นสหายกัน และนกกระจอกตัวใดที่ต้องการลงมาเกาะบนอุ้งเท้าของหล่อนก็ย่อมทำได้ แต่พวกนกยังไม่ยอมเข้ามาใกล้อยู่ดี

ส่วนชั้นเรียนเขียนอ่านกลับได้ผลสำเร็จน่าพอใจยิ่ง ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น สัตว์แทบทุกตัวในฟาร์มต่างพอจะอ่านออกเขียนได้กัน

สำหรับพวกหมูนั้นอ่านเขียนกันได้ไม่มีที่ติอยู่ก่อนแล้ว หมาอ่านหนังสือได้คล่องพอใช้ แต่ไม่สนใจอ่านอะไรนอกจากบัญญัติเจ็ดประการ ส่วนแพะมิวเรียลอ่านหนังสือคล่องกว่าหมาเล็กน้อย บางครั้งก็เอาเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ที่หล่อนพบในกองขยะมาอ่านให้สัตว์อื่นๆ ฟังในตอนค่ำ เบนจามินนั้นอ่านหนังสือได้เก่งพอ ๆ กับหมูตัวอื่น แต่กลับไม่ได้ใช้ความสามารถนี้ เขาบอกว่า ไม่เห็นจะมีอะไรควรค่าแก่การอ่าน โคลเวอร์นั้นท่องจำตัวอักษรได้ทุกตัว แต่ผสมคำไม่ได้สักที ส่วนบ็อกเซอร์จำได้ไม่ถึงตัว D ด้วยซ้ำ เขาจะใช้กีบเท้าเบ้อเริ่มเขียนตัว A B C D บนดิน แล้วยืนจ้องตัวอักษรทั้งสี่โดยหูลี่ไปข้างหลัง บางครั้งก็ส่ายผมหน้าม้าไปมา และพยายามเค้นนึกสุดกำลังว่าอักษรตัวต่อไปคือตัวอะไร แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที มีอยู่หลายครั้งที่เขาจำตัว E F G H ได้ แต่แล้วก็พบว่า พอจำอักษรสี่ตัวนี้ได้ เขาก็ลืมตัว A B C D ไปแล้ว สุดท้ายเขาจึงยอมพอใจแค่อักษรสี่ตัวแรก และช่วงหนึ่งเขาเคยเขียนมันเพื่อเตือนความจำวันละหนสองหน ส่วนมอลลีนั้นไม่ยอมเรียนอักษรตัวอื่นนอกจากอักษรหกตัวที่เป็นชื่อตัวเอง หล่อนจะเขียนชื่อด้วยกิ่งมะเดื่ออย่างบรรจง จากนั้นเอาดอกไม้สักดอกสองดอกมาตั้งประดับไว้ แล้วเดินวนไปรอบๆ ชื่อด้วยความปลาบปลื้ม

สัตว์อื่นๆ ที่เหลือไม่มีใครเรียนได้พ้นจากอักษร A มิหนำซ้ำบรรดาสัตว์ที่โง่เขลา เช่น แกะ แม่ไก่ และเป็ด ยังท่องจำบัญญัติเจ็ดประการไม่ได้ด้วย หลังจากคิดหาวิธีอยู่นานครัน สโนว์บอลจึงประกาศว่า ที่แท้แล้วบัญญัติทั้งเจ็ดสามารถย่นย่อลงเหลือเพียงข้อเดียว คือ “สี่ขาดี สองขาเลว” เขาชี้ว่า นี่ล่ะคือแก่นของหลักการสัตวนิยม ใครที่เข้าใจหลักนี้โดยถ่องแท้ ก็จะปลอดภัยจากอิทธิพลครอบงำของมนุษย์ แรกทีเดียวพวกนกพากันคัดค้าน เพราะคิดว่าพวกตนนั้นมีสองขา แต่สโนว์บอลได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามิใช่เช่นนั้นเลย

“สหาย ปีกของนกนั้น” เขาแจง “มิใช่อวัยวะสำหรับควบคุม แต่เป็นอวัยวะที่ดันให้ตัวเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงต้องถือว่าเป็นเสมือนขา ข้อแตกต่างที่เด่นชัดของมนุษย์คือมือ เพราะเป็นเครื่องมือในการทำชั่ว”

พวกนกไม่เข้าใจคำอธิบายยาวๆ ที่สโนว์บอลพูดมาหรอก แต่กระนั้นก็ยอมรับคำชี้แจงของเขาโดยดี แล้วสัตว์ผู้อ่อนน้อมก็ตั้งหน้าตั้งตาท่องจำหลักการดังกล่าวจนขึ้นใจ คำว่า สี่ขาดี สองขาเลว ถูกจารึกไว้บนฝาผนังท้ายโรงนา ตัวอักษรใหญ่กว่าและอยู่เหนือบัญญัติเจ็ดประการ พวกแกะชอบใจหลักการนี้กันมาก ถึงขนาดเวลานอนเล่นในทุ่งก็มักจะร้องว่า “สี่ขาดี สองขาเลว สี่ขาดีสองขาเลว” และร้องต่อกันเป็นชั่วโมงๆ อย่างไม่เบื่อหน่าย

นโปเลียนไม่สนใจบรรดาคณะกรรมการของสโนว์บอลเลยสักนิด เขาพูดว่า การให้ความรู้แก่สัตว์รุ่นเยาว์นั้นสำคัญยิ่งกว่ากิจกรรมใดๆ ที่ทำกับพวกที่โตแล้ว บังเอิญว่าเจสซีกับบลูเบลล์ต่างออกลูกหลังจากวันเกี่ยวหญ้าไม่นาน ได้ลูกหมาแข็งแรงมารวมกันทั้งสิ้นเก้าตัว ทันทีที่ลูกหมาหย่านม นโปเลียนก็พาทั้งหมดไปจากแม่หมา โดยบอกว่าเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบให้การศึกษาแก่ลูกหมาพวกนี้เอง เขาพาลูกหมาไปยังห้องใต้หลังคา ซึ่งขึ้นได้ทางเดียวคือจากบันไดในห้องเก็บบังเหียน ลูกหมาอยู่ในห้องใต้หลังคาแยกจากสัตว์อื่นๆ จนกระทั่งไม่มีใครจำพวกมันได้อีก

ไม่ช้าเรื่องนมหายที่ไปอย่างลึกลับก็เปิดเผยออกมา ทุกวันมันถูกนำไปผสมในอาหารหมูนั่นเอง ลูกแอปเปิ้ลรุ่นแรกเริ่มสุกแล้วและหล่นลงเกลื่อนกลาดบนหญ้าในสวนผลไม้ พวกสัตว์ต่างคาดเดาว่าไม่ช้าไม่นานพวกตนจะได้รับปันส่วนผลไม้อย่างเท่าเทียม ทว่าวันหนึ่งกลับมีคำสั่งออกมาว่า ผลไม้ที่ร่วงมาทั้งหมดจะถูกเก็บมาไว้ในห้องบังเหียนสำหรับให้พวกหมูไว้ใช้ประโยชน์ สัตว์บางตัวได้ยินคำสั่งแล้วถึงกับบ่นพึมพำ แต่ก็ไร้ประโยชน์ หมูทุกตัวต่างเห็นพ้องกันในเรื่องนี้ แม้กระทั่งสโนว์บอลกับนโปเลียน พวกหมูส่งสควีลเลอร์มาชี้แจงให้สัตว์อื่นๆ เข้าใจ

“สหาย” สควีลเลอร์ป่าวร้อง “หวังว่าพวกท่านคงไม่คิดหรอกนะว่าพวกหมูทำไปเพราะความเห็นแก่ตัวและสร้างอภิสิทธิ์ ความจริงหมูหลายตัวไม่ชอบกินนมกับแอปเปิ้ลด้วยซ้ำ ฉันเองก็ตัวหนึ่งล่ะ วัตถุประสงค์อย่างเดียวที่เราเอาเจ้าสองอย่างนี้มา คือเพื่อรักษาสุขภาพ นมกับแอปเปิ้ล (เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้ว สหาย) มีสารที่ขาดไม่ได้สำหรับความแข็งแรงของหมู พวกหมูเราต้องใช้สมอง งานด้านจัดการและจัดตั้งต่างๆ ในฟาร์มนี้ตกอยู่แก่พวกเรา พวกเราดูแลความเป็นอยู่ของพวกท่านทั้งวันทั้งคืนที่เราดื่มนมและกินแอปเปิ้ลก็เพื่อผลดีแก่พวกท่านแท้ๆ รู้ไหมล่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกหมูทำงานไม่ได้ โจนส์จะกลับมาไงเล่า ใช่แล้ว โจนส์จะกลับมา แน่นอนอยู่แล้ว สหาย” สควีลเลอร์ร่ำร้องจนแทบจะกลายเป็นอ้อนวอน พลางกระโดดไปทางซ้ายทีขวาทีและส่ายหางดุ๊กดิ๊ก “แน่นอนว่า ไม่มีใครในหมู่พวกท่านต้องการเห็นโจนส์กลับมา”

หากจะมีอะไรสักอย่างที่สัตว์ทั้งหลายมั่นใจเต็มที่ สิ่งนั้นก็คือ พวกมันไม่ต้องการให้โจนส์กลับมา เมื่อได้ฟังคำอธิบายในแง่นี้พวกมันจึงไม่มีอะไรจะคัดค้านอีก เพราะเห็นอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า มันสำคัญที่พวกหมูจะต้องมีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้นพวกมันจึงเห็นพ้องโดยไม่โต้แย้งต่อว่า นมและแอปเปิ้ลที่ร่วงหล่น (รวมทั้งแอปเปิ้ลที่เก็บได้ทั้งหมดเมื่อสุกคาต้น) สมควรเก็บไว้สำหรับพวกหมูเท่านั้น

เครดิต:
http://www.thaivision.com/animal-farm.html
http://www.wanakam.com/

Animal Farm